ถอดรหัสพระสมเด็จ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ - ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๓
หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
๓๐ มีนาคม ๒๕๕๓
สภาพตลาดพระเนื้อผงใน ปัจจุบัน ตอนที่ ๑

	ในสภาพตลาดพระเครื่องโดยรวมจัดว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้ตื่นเต้น การซื้อขายยังดำเนินไปตามสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน คือ ทรง ๆ ทรุด ๆ
	อย่างที่เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าบรรดาเซียนใหญ่ได้กำหนดแผนการตลาดชัดเจน นั่นคือการสร้างมูลค่าให้สินค้าของตัวเองมีช่องว่างระหว่างราคาทุนที่ซื้อเข้ามาและราคาขายที่ปล่อยออกไป
	กำไรที่เพิ่มขึ้นไม่ไช่เพียงเท่าสองเท่า แต่เป็นสิบเท่าขึ้นไปสำหรับพระที่อยู่ในระดับยอดปิระมิด เพื่อเปิดช่องว่างให้พระระดับล่าง ๆ ได้ขยับขึ้น
	ท่านผู้อ่านคงจะทราบว่าตลาดพระเครื่องถือเป็น MLM (Multi Level Marketing) คือมีการตลาดเป็นชั้น ๆ แบบธุรกิจขายตรง นั่นคือมีสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครที่เรียกว่า Unique และมีราคาขายสูงกว่าต้นทุนอย่างน้อยห้าเท่า
	พระเครื่องเข้าคำจำกัดความนี้หมด เพราะพระเครื่องมีความเป็นเฉพาะตัวของพระแต่ละชนิด ไม่มีการซ้ำหรือเหมือนกัน ต่อให้สร้างใหม่ก็มีคุณค่าไม่เท่าของเก่า รวมทั้งราคาขายในระดับเซียนใหญ่สามารถทำกำไรได้มากมายถึง ๑๐ เท่าก็มี
	กลยุทธ์การปั่นราคาเริ่มจากการสร้างค่านิยมโดยมีเอกสารหนุนหลัง  ได้แก่หนังสือพระเครื่องจำนวนมากมายที่ผลิตกันออกมาโดยเส้นสายของสมาคม ใช้เป็นรางวัลในการประกวดพระตามแผนเพื่อเอางบประมาณของรางวัลมาทำเป็นหนังสือ
	เมื่อมีการประกวดมากถึงสองสามพันรายการ จะได้สปอนเซอร์จากส่วนแบ่งรายได้และการลงโฆษณาของเซียนใหญ่เพื่อให้มีชื่อติดตาเป็นที่รู้จัก เงินที่ได้จึงเป็นต้นทุนในการผลิตส่วนใหญ่ ส่วนจำนวนเล่มที่พิมพ์เกินจากรางวัลการประกวดจึงสามารถขายตามแผงหนังสือ
	ประการที่สองเป็นการสร้างสถานะของผู้เขียนให้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระประเภทที่ทำหนังสือนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการโปรโมทพระในท้องถิ่นที่จัดงานประกวด หรือพระประเภทที่ตัวเองเชี่ยวชาญ
	ประการที่สามเป็นการโฆษณาพระของพรรคพวกที่ใช้ถ่ายลงหนังสือ เพราะรูปพระที่ได้ลงหนังสือจะมีคุณค่าทางการตลาดสูง เนื่องจากทำให้ผู้ซื้อเข้าใจว่าเป็นพระแท้ และสวยถึงขนาดได้ลงหนังสือ
	ดังนั้นการทำหนังสือจึงเป็นการใช้กระสุนนัดเดียวยิงนกได้เป็นฝูง ทั้งเป็นก้าวแรกของขบวนการเพิ่มคุณค่าของพระเครื่อง
    
	เมื่อผู้เขียนหนังสือได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระเครื่องประเภทนั้น ก็สามารถตั้งตัวเป็นผู้ตัดสินคนสุดท้ายได้ว่าพระองค์ใดเป็นพระแท้ องค์ใดเป็นพระไม่แท้ ดังนั้นไม่ว่าใครจะไปซื้อพระประเภทนี้มาจากที่ไหน ก็ต้องนำมาให้คนเขียนเป็นผู้ตรวจสอบว่าแท้หรือไม่
	ผลประโยชน์ต่อมาคือการขายพระของตัวเองในราคาสูงกว่าท้องตลาดหรือของคนขายพระคนอื่น เพราะผู้ซื้อเข้าใจว่าพระของคนเขียนต้องเป็นพระแท้เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสายตรง และยังเขียนหนังสือพระด้วย จึงเป็นหลักประกันได้เป็นอย่างดี
	เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ได้ผลดีที่สุดในการโปรโมทตัวเอง และเป็นแผนบันได ๓ ขั้นที่เคยเรียนท่านผู้อ่านไว้แล้วใน ซูนามิพระเครื่อง
	ขบวนการปั่นราคาพระเครื่องในปัจจุบันถือว่าบรรลุจุดมุ่งหมายแล้ว เพราะได้ค้นราคาพระเครื่องหลักประเภทยอดปิระมิดไปชนจนเพดานแล้ว พระหลัก ๆ ของ ว่าน ดิน ชิน ผง รวมทั้งเหรียญ ปิดตา กริ่ง วิ่งทะลุหลักล้านขึ้นไปหมด
	มีหลายต่อหลายองค์ไม่นับพระเบญจภาคีเนื้อผงที่วิ่งทะลุหลักสิบล้านแล้ว เช่น เหรียญหลวงพ่อกลั่น กริ่งปวเรศ เป็นต้น
	ปัจจุบันเป็นการรอราคาให้พระรุ่นรอง ๆ ลงมาได้ปรับตัวตามเป็นระลอก ๆ เหมือนกับ After Shock ของการเกิดแผ่นดินไหว ยิ่งสากลของแผ่นดินไหวรุนแรงเท่าใด After Shock จะรุนแรงตามและมีความถี่มากขึ้นเท่านั้น
	ดังนั้นผู้ทำจึงคาดว่าแผ่นดินไหวใหญ่ ๆ ของการขยับราคาขึ้นของพระเครื่องหลักจะไม่เห็นกันอีกจนกว่าสิ้นปี ที่เซียนใหญ่จะปั่นราคาอีกครั้ง
    
	ดูจากการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและการใช้ชีวิตอย่างหรูหราของบรรดาเซียนใหญ่ก็คาดได้ว่าเซียนใหญ่เหล่านั้นกำลังเสพย์สุขจากรายได้มหาศาลของวงการพระเครื่อง และเมื่อทุกอย่างสงบ กลุ่มผลประโยชน์แตะมือกันได้หมด ทุกคนจึงถือเป็นเวลาที่จะตักตวงผลประโยชน์ทำนองที่ว่า "น้ำขึ้นให้รีบตัก"
	ค่าใช้จ่ายจำนวนมากของเซียนใหญ่ในระดับบนอาจนำไปสู่วงจรวิบัติที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือปั่นราคาพะเครื่องรอบหนึ่ง เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย เมื่อใช้เงินหมดก็ต้องกลับมาปั่นที่รอบที่สอง แล้วจะมีรอบที่สาม ที่สี่ต่อมา
	ถ้าจะถามว่าปัจจุบัน พระเครื่องถูกปั่นราคาเกินความเป็นจริงหรือไม่
	คำตอบจากผู้ทำคือ ใช่
	บางท่านอาจจะเถียงว่า ก็พระเครื่องเป็นวัตถุโบราณและของมีจำกัด ทำไมราคาจะพุ่งสูงขึ้นไม่ได้
	คำตอบก็คือท่านลองเทียบจำนวนพระเครื่องที่ทำออกมาคราวละมาก ๆ ด้วยโลหะหรือวัตถุดิบที่ใช้จำนวนน้อยในการสร้างแต่ละองค์ เทียบกับพระบูชาที่สร้างคราวละน้อย ๆ ใช้โลหะหรือวัตถุดิบมากกว่าหลายร้อยเท่า
	เชื่อไหมว่า ปัจจุบันราคาพระเครื่องแพงกว่าพระบูชาแล้ว
	เพราะพระบูชาสวย ๆ หน้าตักไม่เกินเก้านิ้ว ท่านยังเช่าบูชาได้ในราคาไม่เกินแสน แต่พระเครื่องจำนวนมากราคาทะลุหลักแสนแล้ว
	เมื่อจะต้องขึ้นราคาเป็นวัฏจักรเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการดำรงชีพ ก็ต้องมีการกำหนดรอบเวลาของการเปลี่ยนแปลงราคา
    
	ในวงการกีฬาสุดยอดของผู้เล่นที่กระเป๋าหนักที่สุด ก็คือ กีฬากอล์ฟ ปัจจุบันซึ่งไม่แตกต่างกับวงการพระเครื่องประเภทปิระมิดเท่าไหร่ เพราะนักเล่นกอล์ฟส่วนใหญ่มีเงิน เป็นอาเสี่ย และกระเป๋าหนัก หลังตีกอล์ฟเสร็จส่วนใหญ่ก็ไปหาความสำราญจากอาหารและสุรา บางครั้งก็เลยเถิดไปยังสถานบันเทิงต่าง ๆ อีกมากมาย
	บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์กอล์ฟโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้กอล์ฟทำกำไรมหาศาลเช่นกัน เพราะไม้กอล์ฟหนึ่งไม้ประกอบด้วย ก้านเรียวยาวซึ่งเป็นโลหะผสมกลวงเบา และหัวซึ่งเป็นโลหะกลวงอีกชนิดหนึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้น
	ก้านเป็นตัวแพงที่สุด เพราะความยืดหยุ่นมีหลายชนิดตามประเภทของผู้เล่นว่าอายุมากน้อย หรือเล่นเก่งระดับใด ส่วนหัวเป็นแค่ตัวส่งลูกกอล์ฟให้ไปตามแรงเหวี่ยงหรือที่เรียกว่าแรงสวิง
	อุตสาหกรรมการผลิตไม้กอล์ฟไม่ได้อยู่ในหมวดกีฬาอีกต่อไป เพราะอุปกรณ์กีฬาโดยทั่วไปถูกออกแบบให้ใช้งานได้ระยะยาว และอายุใช้งานของอุปกรณ์ทุกประเภทค่อนข้างยาว ตัวอย่างเช่นไม้เทนนิสหรือไม้แบดมินตันสามารถใช้ได้หลายปี ถ้าจะเปลี่ยนก็แค่ขึงเอ็นใหม่
	ส่วนไม้กอล์ฟเป็นโลหะทั้งแท่ง ความคงทนมีมากกว่า สามารถใช้งานเป็นสิบปีขึ้นไปต่อไม้กอล์ฟหนึ่งชุด
	ดังนั้นมีวิธีเดียวที่สามารถสร้างวงจรของการขึ้นราคาได้ คือใช้เทคโนโลยีที่ทุ่มทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้ไม้กอล์ฟที่เหมาะสมกับทุกสภาพ
	จากนั้นใช้กรรมวิธีการโฆษณาชวนเชื่อให้เป็นสินค้าไฮเทค และเป็นแฟชั่นไฮเทคคือการใช้งานประเดี๋ยวประด๋าว รอรุ่นใหม่ออกมารุ่นเก่าก็ล้านสมัย เช่นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แฟชั่นก็คือการตามเทรนด์โดยไม่สนใจว่าสภาพการใช้งานยังดีอยู่ เช่นอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ
	อุตสาหกรรมไม้กอล์ฟจึงต้องอาศัยการโฆษณาชวนเชื่อ และผลิตของใหม่ที่ไฮเทคออกมาตลอดเวลาให้นักกอล์ฟเข้าใจว่าตัวเองมีอุปกรณ์รุ่นใหม่เท่านั้นจึงจะตีได้ดี ไม่ต้องเข้าสนามซ้อมหรือฝึกฝนวงสวิงให้ถูกต้อง เพียงเสียเงินซื้อไม้กอล์ฟรุ่นใหม่ก็ตีได้แล้ว เมื่อลงสนามจริงและตีออกมาไม่ดีก็โทษอุปกรณ์ว่าใช้ไมได้ ไปซื้อหาอุปกรณ์ใหม่มาทดลองอีก
	วงการพระเครื่องก็เช่นกัน ผู้ทำคาดว่าต่อไปต้องมีการขึ้นราคาเป็นระลอก และจะมีการปั่นราคาพระเครื่องเป็นประจำ แต่จะมีหลายรูปแบบหลากหลายกัน
    
	สำหรับตลาดพระเนื้อผงในปัจจุบัน กระทบกับการปั่นราคาน้อยกว่าพระชนิดอื่น ๆ ด้วยเหตุผล ๒ ประการ
	ประการแรก พระที่เป็นสุดยอดปิระมิดได้ถูกปั่นจนราคาติดลมบนมาหลายปีแล้ว พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ถูกเช่าบูชาไปในราคาหลายสิบล้าน แซงมาตรฐานตัววัดที่ว่าพระสมเด็จวัดระฆังองค์ท้อปแพงเท่ารถเบนซ์คันแพงสุดไปมากกว่าสองเท่าแล้ว
	ประการที่สอง พระเนื้อผงมีจำนวนมากที่สุด มากกว่าประเภทอื่นเป็นสิบ ๆ เท่าสร้างกันต่อเนื่องเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดสิบปี จากวัดและเกจิอาจารย์หลายร้อยหลายพันวัดจำนวนมหาศาลและหลากหลายจึงทำให้การปรับราคาทำไปได้ยาก
	ยกตัวอย่างให้เห็นสักสองสามวัด

๑. พระเนื้อผงเจ้าคุณนรฯ
	ราคาไม่ขยับเท่าไหร่ เพราะสายตรงเจ้าคุณนรฯ ใช้วิธีซื้อเข้าถูกขายออกแพง ทำให้ไม่มีการขยับขยายในระดับรองลงมา ราคาพระเนื้อผงองค์ท้อปยังอยู่ที่พิมพ์พระสมเด็จหลังอุที่ทะลุหลักแสนมานานเป็นสิบปีแล้ว แต่พระหาได้ยาก เพราะสร้างไม่กี่พันองค์ และครั้งหนึ่งถูกนำไปแจกในงานแต่งงานที่ฮ่องกง
	ข่าวเจ้าคุณอุดมฯ ซึ่งเป็นผู้สร้างพระสายวัดเทพศิรินทร์ให้เจ้าคุณนรฯ ถูกจับสึกในคดีเครื่องราชย์ทำให้คนที่ไม่รู้จริงระแวงในการสะสม
	พระผงวัดวิเวกที่ถูกปลุกเสกสองครั้งก็ไม่ขยับเขยื่อนเท่าไหร่ เพราะเล่นกันเฉพาะบางพิมพ์แบบเดียวกับพระหลวงตาพัน  ทำให้พระพิมพ์อื่น ๆ ไม่ถูกเล่นหา

๒. พระเนื้อผงหลวงปู่โต๊ะ
	ราคาไม่ขยับเหมือนกันยกเว้นพระเนื้อผงรุ่นแรก ๆ เช่น พระสมเด็จพิมพ์ขาโต๊ะ หรือปรกโพธิ์หกขีด ที่ทะลุหลักแสนนานแล้ว พระพิมพ์อื่น ๆ ในรุ่นนั้นยังอยู่ที่หลักหมื่น ทั้ง ๆ ที่อายุการสร้างไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว
	พระเนื้อผงยุคใหม่ เช่น ปิดตาพิมพ์ต่าง ๆ หรือพิมพ์รูปเหมือน ก็มีการนำบล๊อกเดิมจากวัดมาสร้างใหม่ ทำให้ยากต่อการเล่นหา

๓. พระเนื้อผงหลวงพ่อแพ
	พระหลวงพ่อแพที่ยังได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นพระสมเด็จแพพันที่ราคาทะลุหลักแสนเช่นกัน ส่วนพระรุ่นรองลงมาเช่น แพสองพันและแพสามพัน ราคายังไม่ขยับขึ้นเท่าไรนัก แพสองพันยังอยู่หลักหมื่นต้น  และแพสามพันยังอยู่หลักพันปลาย ๆ
	สำหรับรุ่นอื่น ๆ ราคาไม่กระเตื้องนัก แต่ก็มีปัญหาที่ไม่มีจำนวนพระหมุนเวียน เช่น พระสมเด็จแพสี่พัน หรือพระสมเด็จสายรุ้ง

	คราวหน้าจะพูดถึงแนวโน้มของพระสมเด็จระดับยอดปิระมิดที่มีความผันผวนในการเล่นหาเป็นระลอกที่สอง หลังจากมีการเล่นหาพระนอกระบบจากนิตยสารพระเครื่องฉบับหนึ่งจุดประกายพระสมเด็จพิมพ์ไม่นิยมต่าง ๆ ขึ้น
๙ มีนาคม ๒๕๕๓
พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ไม่นิยม วัดไชโย

	ความจริงพระสกุลสมเด็จมีให้ศึกษาตามความชอบส่วนตัวอยู่หลายประการ แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่าน
	เหตุผลที่สนับสนุนความหลากหลายในการสะสมพระสมเด็จแต่ละองค์มีให้ท่านพิจารณาตามบทความในเว็บบอร์ดนี้

๑. สวย แปลก หายาก
	ท่านอาจสะสมพระสมเด็จได้จากความสวยงามของพิมพ์ทรง
	ความสวยงามมีที่มาจากพุทธศิลป์ซึ่งเป็นผลงานของช่างผู้แกะพิมพ์ทรงและผู้กำหนดพิมพ์ทรงให้ช่างแกะ
	ในประเด็นนี้ พระเก่ากินพระใหม่ขาด
	เหตุผลคือ พระสมเด็จยุคใหม่ไม่ได้สร้างโดยพระและสร้างที่วัดอีกต่อไปแล้ว กระแสนิยมในปัจจุบันมาจากความเป็นพุทธพาณิชย์ของวงการพระเครื่องที่คนนอกเป็นคนจัดการทั้งหมดเป็นขบวนการ
	ดังนั้นผู้ลงทุนสร้างพระเป็นผู้กำหนดให้ช่าง ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือการออกแบบมากมายอันเป็นผลพวงจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โปรแกรมกราฟฟิกของคอมพิวเตอร์เป็นต้น พิมพ์ทรงจึงไม่แตกต่างกันมาก ทำให้เอกลักษณ์ของพระหายไป
	ยกตัวอย่างเช่นพระสมเด็จชุดอื้อฉาวของวัดสุทัศน์เมื่อหลายปีก่อน ถูกกำหนดโดยการเล็งผลเลิศทางการตลาดให้สร้างเฉพาะพิมพ์พระประธานอย่างเดียว แต่ใส่สีสันฉูดฉาดแบ่งเป็นสีประจำแต่ละภาค
	วัดที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จโตทั้งสี่วัด ได้แก่ วัดระฆัง บางขุนพรหม เกศไชโย และวัดอินทร์ ก็สร้างแต่พิมพ์ย้อนยุค โดยเฉพาะวัดระฆังได้ทิ้งเอกลักษณ์พิมพ์ทรงประจำวัดตัวเองที่มีความหมายมาตั้งแต่สมัยยุคสมเด็จปิลันทน์จนถึงหลวงปู่นาค หลวงปู่หิน มาประยุกต์ใช้พิมพ์ของบางขุนพรหมแทน

	ความแปลก เป็นอีกเหตุผลที่ท่านจะเลือกพระสมเด็จโดยเลือกพระพิมพ์แปลก ๆ ก็เป็นได้
	พิมพ์แบบพระสมเด็จแจวเรือจ้างของหลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธิ์นิมิตร เป็นพระแท้ที่พิมพ์ทรงแปลก เพราะท่านเลียนแบบพิมพ์พระสมเด็จไม่นิยมของวัดระฆัง หรือ พิมพ์ไกเซอร์ ของหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ซึ่งสร้างเลียนพระวัดระฆังเช่นกัน
	ทั้งนี้ผู้ทำไม่รวมพระสมเด็จประเภท "พิมพ์เพี้ยน" เช่น พระสมเด็จที่มีกุมารทองอยู่ใต้ฐาน เช่น พิมพ์ทหารเรือของหลวงปู่หิน ที่มีรูปทหารเรือยืนอยู่บริเวณซุ้มสองข้างก็เป็นพิมพ์หายากพิมพ์หนึ่งของวัดระฆัง

	ความหายาก พระสมเด็จที่หายากอาจเป็นพระสวยงามหรือแปลกตาที่มีจุดเด่น เช่นพิมพ์ทหารเรือของหลวงปู่หิน ที่มีรูปทหารเรือยืนอยู่บริเวณซุ้มสองข้างขององค์พระ ก็เป็นพิมพ์หายากพิมพ์หนึ่งของวัดระฆัง
    
	ดังนั้นการสะสมพระสมเด็จเพราะเป็นพระที่ สวย แปลก หายาก ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ท่านผู้อ่านจะเริ่มได้โดยไม่สิ้นเปลืองทุนทรัพย์เท่าไหร่นัก เพราะเราสนใจอยู่เฉพาะพุทธศิลป์ของพิมพ์ทรงไม่ใช่กระแสความนิยม บางครั้งเราอาจไม่รู้แม้แต่วัดหรือผู้สร้าง แต่เราสะสมเพราะถือเป็นปฏิมากรก็ได้

๒. เสน่ห์พระเนื้อผง
	นอกจากพิมพ์ทรงที่มีหลากหลายชวนให้สะสมแล้ว พระสมเด็จยังมีเสน่ห์ที่มวลสารในพระแต่ละองค์จะมีเอกลักษณ์ต่างกันตามเจตนารมณ์ของผู้สร้าง
	พระสมเด็จที่สร้างโดยสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มีจุดเด่นอยู่ที่มวลสารของท่านสองประการ
	ประการแรก ท่านใช้มวลสารรองชนิดต่าง ๆ ตามแต่จะหาได้ในชีวิตประจำวันของพระสงฆ์เมื่อประมาณสองร้อยปีเศษที่ผ่านมา ได้แก่ ดอกไม้บูชาพระชนิดต่าง ๆ บดแห้ง  ข้าวสุก ธูป ใบลาน เนื้อพระเก่าที่หักชำรุดป่นให้ละเอียด
	ประการที่สอง ท่านผสมผงวิเศษห้าประการที่ได้จากการสาธยายพุทธมนต์บทต่าง ๆ จำนวน ๕ บทต่อเนื่องกัน ขณะเขียนผงบนกระดานชนวน ผงที่ได้จากการลบคาถาจึงเป็นผงวิเศษที่มีคุณสมบัติมากมาย
	กรรมวิธีดังกล่าว เกจิอาจารย์รุ่นเก่าได้นำมาสร้างพระผงของท่านเพื่อสืบสายเจตนารมณ์ของสมเด็จโต จนถึงรุ่นประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งครบร้อยปีที่ท่านมรณภาพ
	น่าเสียดายที่พระสมเด็จรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีมวลสารให้เห็น แม้จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ถึงกับถ่ายรูปมวลสารที่ใช้ แต่ถ้าท่านพิจารณาให้ดีจะเห็นสัดส่วนมวลสารกับจำนวนพระที่สร้าง อัตรามวลสารในพระแต่ละองค์จะเหลือเท่าใด
    
	พระสมเด็จที่มีมวลสารแบ่งได้เป็น ๒ พวก
	๑. มวลสารจากผงวิเศษ ได้แก่การสร้างพระสมเด็จสืบทอดเจตนารมณ์ของสมเด็จโตโดยใช้มวลสารที่ปลุกเสกโดยเกจิอาจารย์ท่านนั้น ๆ ได้แก่ พระสมเด็จของหลวงปู่ภู หลวงปู่เผือก หลวงปู่โต๊ะรุ่นแรก ๆ ตลอดจนพระผงรุ่นแรก ๆ ของหลวงปู่หินและหลวงปู่นาค วัดระฆัง
	๒. มวลสารจากผงเก่าบางขุนพรหม ได้แก่ พระผงของหลวงตาพัน หลวงปู่ลำภู และพระสมเด็จชุดบางขุนพรหม ๒๕๐๙ แห่งวัดใหม่อมตรส กับพระวัดประสาทรุ่น พ.ศ. ๒๕๐๖ พิมพ์ต่าง ๆ
	ในจำนวนพระผงที่มีผงเก่าบางขุนพรหม จัดได้ว่าพระผงหลวงตาพันมีผงเก่ามากที่สุด แต่ข้อด้อยคือไม่สามารถทราบได้ว่าท่านได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกภายหลังหรือเปล่า เพราะพระมีหลายสิบพิมพ์ทรง และสร้างแต่ละครั้งจำนวนไม่มาก

๓. ประวัติพระ-ประวัติศาสตร์
	พระผงจำนวนมากที่สร้างตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ซึ่งได้แก่งานฉลองในมงคลสมัยต่าง ๆ และเพื่อใช้เป็นเครื่องปลุกใจป้องกันตัวในยุคที่มีสงคราม
	พระผงที่สร้างในวาระกึ่งพุทธกาลในปีพ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นพระที่มีจำนวนมากและแพร่หลายที่สุดโดยเฉพาะที่สร้างโดยหลวงปู่นาคและหลวงปู่หิน ซึ่งแต่ละองค์สร้างพระจำนวนมาถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ตามพระธรรมขันธ์ ไม่นับที่สร้างโดยเกจิอาจารย์ท่านอื่นซึ่งมีอยู่มากมายหลายสิบวัด
	ส่วนพระผงที่สร้างในวาระศึกสงครามที่มากมายที่สุดได้แก่รุ่นอินโดจีน เพื่อแจกให้หทหารหาญไปรบกับฝรั่งเศสในประเทศลาว และเขมร ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยมีพระจำนวนมากที่เป็นพระสร้างไว้ก่อนหน้านี้ ถูกขุดจากกรุมาแจกจ่าย ได้แก่ พระผงวัดบึงพระยาสุเรนทร์เป็นต้น

๔. พิมพ์ปรกโพธิ์
	เป็นพิมพ์ที่ให้ความร่มเย็น จากการที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้โคนต้นศรีมหาโพธิ์และได้เสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา ๗ วัน ภายหลังตรัสรู้
	พระพิมพ์ปรกโพธิ์เป็นพิมพ์ที่พระพุทธเจ้านั่งประทับแบบสมาธิ คือขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย จะสังเกตได้ว่าไม่มีการสร้างในการวางมือแบบอื่น เช่นปางสะดุ่งมารหรือพิชิตมาร ที่ท่านแบมือขวาลงหาพระแม่ธรณีให้เป็นพยานวันที่ถูกพญามารและพวกมาขัดขวางก่อนตรัสรู้
	พระองค์ที่นำมาแสดงเป็นพระปรกโพธิ์ที่เชื่อกันว่าสร้างที่วัดไชโย อ่างทอง ยังถือเป็น "พิมพ์ตลก" หรือ "นอกพิมพ์" อันหมายถึงพระสมเด็จที่ไม่ใช่พิมพ์มาตรฐานและไม่ได้รับความนิยม
	อย่างไรก็ตามในข้อเท็จจริง พระพิมพ์นี้เป็นพระรุ่นหลัง ไม่ทันสมเด็จโตและมีความเป็นไปได้ว่าอาจสร้างขึ้นที่วัดไชโยจริง แต่เป็นพระรุ่นหลัง ๆ คือสร้างประมาณ ๕๐-๖๐ ปีหลังสมเด็จโตมรณภาพ หรืออาจเป็นพระที่สร้างที่วัดโพธิ์เกรียบในยุคใกล้ ๆ กันก็เป็นได้
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านข้าง
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	หลังอูม
๒๖ มกราคม ๒๕๕๓
พระสมเด็จ "เกือบใช่" ที่แนะนำให้เก็บ

กล่าวนำ
	ความจริงชื่อบทความนี้ตั้งเป็นซีรีส์ได้ เพราะมีพระสมเด็จอย่างที่น่าสะสมมาก ๆ ในขณะที่คนอื่นไม่รู้ และราคายังไม่แพง
	ว่าไปแล้ว ผู้ทำได้แนะนำให้ท่านหลายองค์ เช่น พระสมเด็จเกศไชโย กรุวัดโพธิ์เกรียบ ที่เนื้อจัด ๆ และ พระสมเด็จเกศไชโยที่มีคราบกรุ เมื่อเร็ว ๆ นี้
	ก่อนอื่นต้องบอกว่าผู้ทำเห็นด้วยมาก ๆ กับที่คอลัมนิสต์หญิงพูดว่า พระสมเด็จมีสำหรับคนทุกชั้น ทุกราคา ผู้ทำถึงได้แยกประเภทพระสมเด็จตามชั้นของปิระมิด ซึ่งขอทวนให้ฟังสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง

ปิระมิดแห่งพระสมเด็จ

ยอดปิระมิด
	คือพระสมเด็จประเภท "ใช่เลย" ของวงการ ตอนนี้ก็ต้องระวังไว้ด้วยสำหรับคนที่กระเป๋าหนัก เช่าบูชาแบบเรียนลัดด้วยวิธีหอบเงินก้อนโตหรือเขียนเช็คตัวเลข ๗ หลักขึ้นไป เพราะคำว่า "วงการนิยม" ใช้ไม่ได้แล้ว "สากลนิยม" ก็หมดความหมายต้องระบุเจาะจงไปเลยว่า "เซียนใหญ่นิยม" เพราะไม่งั้นถึงพระของท่านอาจแท้ประกวดได้รางวัล แต่อาจถูกยกเลิกเพราะ ตัดสินผิดพลาด ก็ได้อย่างที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว

ชั้นบน
	คือพระสมเด็จในยุคนั้น มีทั้งสมเด็จโตสร้างแต่ไม่ได้รับความนิยม และพระเกจิอาจารย์สร้าง ช่วงเวลาที่แบ่งไว้คือไม่เกิน ๕๐ ปี จากปีสมเด็จโตมรณภาพ หรือ ปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ทันสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ประเทศไทยส่งทหารไปรบที่ยุโรปพอดี

ชั้นกลาง
	คือพระสมเด็จในยุคถัดมา จนถึงพระสมเด็จที่เกจิอาจารย์สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ หรือ ๑๐๐ ปีจากปีมรณภาพ ไฮไลต์ของพระชุดนี้คือ พระที่ปลุกเสกโดยเจ้าคุณนรฯ วัดเทพ       ศิรินทร์ทุกรุ่น เพราะชุดสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มากที่สุดคือวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพปลายเดือนมกราคมของปีถัดไป ย้อนกลับมาหาพระที่เป็นเสาหลักในวงการพระเครื่องอีกสองชุด คือพระสมเด็จชุดสงครามอินโดจีน ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ -๘๕ ซึ่งมีพระของสองหลวงปู่แห่งวัดระฆัง และหลวงปู่เผือกวัดกิ่งแก้ว รวมทั้งชุดที่อลังการไม่แพ้กันในวาระฉลองกึ่งพุทธกาลหรือ พ.ศ. ๒๕๐๐

ชั้นล่าง
	คือพระที่สร้างหลังจากนั้นจนถึงยุคปัจจุบัน ถ้านับถึงปีนี้ ก็เป็นเวลา ๓๘ ปีแล้ว ไฮไลต์ของพระยุคนี้ ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดคือพระหลวงปู่โต๊ะยุคหลังก่อนท่านมรณภาพ และพระสมเด็จที่นำพิมพ์เก่ามาสร้างของสามวัดหลัก คือ วัดระฆังร้อยปี บางขุนพรหม ๑๗ และเกศไชโยรุ่นหลัง และที่มีจำนวนสร้างจากหลาย ๆ รวมกันมากที่สุดก็คือจตุคามรามเทพที่สร้างครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๓๐

	ผู้ทำเคยพูดถึงหนังสือพระสมเด็จของอาจารย์ท่านหนึ่งว่าผิดหวังที่ท่านเขียนเพี้ยนไปจากเล่มแรกมาก เพราะเล่มสองท่านนำจตุคามรามเทพหลังสมเด็จโตมาลงปก ถ้าท่านเข้าใจพุทธศิลป์และวิวัฒนาการของรูปแบบ (Form Factor) ท่านก็จะรู้ว่าจตุคามรามเทพคือพุทธศิลป์ยุคใหม่ที่มาในรูปแบบกลมขนาดเขื่องที่ผู้จัดทำยุคนั้นไปจ้างช่างทำขึ้น นายตำรวจใหญ่ที่ไม่ใช่ขุนพันธ์ฯ ถึงกับไปจดลิขสิทธิ์และฟ้องคนสร้างเป็นสิบคดีเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ โชคดีที่ศาลไม่เห็นด้วย ตัดสินยกฟ้องทุกคดี
	ท่านผู้อ่านจำพระสมเด็จหลังเหรียญรัชกาลที่ ๕ ที่ลงในวันปฐมฤกษ์ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ได้หรือไม่ พระองค์นั้นก็เช่นกัน สร้างในยุคนี้แต่อ้างว่าเป็นพระสมเด็จโต ถ้าท่านเข้าใจประวัติการสร้างเหรียญก็จะรู้ว่าเหรียญรุ่นนั้นเริ่มใช้ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ ไม่ใช่พระสมเด็จโตแน่ ทั้งพระทั้งเหรียญไม่ใช่ "ของแท้" ทั้งคู่

พระสมเด็จหลังประทุน
	คำว่า "หลังประทุน" เอามาจากเรือที่มีหลังคาโค้งสำหรับให้ผู้โดยสารไว้บังแดดบังฝน ขณะที่คนแจวจะอยู่ด้านหลัง คนพายจะอยู่ด้านหน้า ในพระสมเด็จพิมพ์ "แจวเรือจ้าง" มีให้ท่านเห็น
	ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งปักใจนะครับว่า "พิมพ์แจวเรือจ้าง" เป็นพระ "ไม่แท้" เพราะหลวงปู่นาคท่านสร้างพิมพ์นี้ไว้เหมือนกัน
	ว่าไปแล้วผู้ทำก็อดเสียดายพุทธศิลป์ของพระสมเด็จวัดระฆังไม่ได้เพราะมีความหลากหลายตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของสมเด็จโต มาถึงยุคของสองหลวงปู่คือ หลวงปู่นาค หลวงปู่หิน ที่มีการพัฒนาพิมพ์ทรงพระสมเด็จให้หลากหลายทั้งขนาดและพิมพ์ทรงที่สวยงามมากมาย พอถึงปี ๒๕๑๖ ทางวัดออกพระชุด "วัดระฆังร้อยปี" กลับไม่เน้นพิมพ์ทรง กลับไปเพิ่มพิมพ์ใหม่ ๆ และสร้างเฉพาะพิมพ์พระประธาน โดยไม่มีอีก ๔ พิมพ์ที่เป็นพิมพ์นิยมเช่นกัน คือ พิมพ์เจดีย์ เกศบัวตูม ฐานแซม และปรกโพธิ์
	วัดใหม่อมตรสยังดีกว่าที่ บางขุนพรหม ๐๙ มีครบทุกพิมพ์ แถมยังมีพิมพ์คะแนน ถึงแม้จะทำตามความนิยม  แต่ก็ไม่ถูกต้อง เพราะพระคะแนนของสมเด็จโตองค์จะใหญ่กว่าพิมพ์พระประธานทั่วไป ไม่ใช่เล็กกว่าจนคนเข้าใจผิดสร้างตามกันมากมาย
	พระสมเด็จ "หลังประทุน" คือ ด้านหลังองค์พระจะไม่เรียบ อูมขึ้นเล็กน้อยไม่มากเหมือนพระสมเด็จของหลวงปู่อิน วัดบางจาก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน
	พระสมเด็จ "หลังประทุน" เป็นพระสมเด็จที่ไม่ได้รับความนิยมในอดีตเพราะเห็นทีไร ก็มีแต่คนบอกว่า "พระไม่แท้"
	วันนี้ผู้ทำจะแนะนำวิธีการสะสมพระสมเด็จหลังประทุนที่ถูกต้องให้ท่าน คือ ให้ดูเนื้อ

	ว่าไปแล้วในการเช่าบูชาพระเนื้อผงท่านต้องสนใจเนื้อพระก่อนพิมพ์ทรง ความจริงหลักการศึกษาพระสมเด็จมผู้รู้กำหนดไว้นานแล้ว ในยุคแรก ๆ เนื้อจะมาก่อนพิมพ์ นักสะสมรุ่นเก่าไม่สนใจพิมพ์เท่าไหร่ เพราะรู้ดีว่าสมเด็จโตสร้างพระหลายยุคหลายพิมพ์ จนกระทั่งพระมีราคาแพงขึ้น เซียนพระรุ่นใหม่จึงใช้หลักการพิมพ์มาก่อนเนื้อ บางคนถึงขนาดพิมพ์ต้อง ๑๐๐% เหมือนกับพิมพ์นิยม ประเภทผิดไปไม่ได้ ฐานสองด้านขวาองค์พระต้องเลือนรางและเฉียงขึ้นหาด้านซ้าย เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่เป็นไปไม่ได้ที่ช่างที่เป็นถึงช่างหลวงจะแกะฐานพระเอียง
	อีกประการหนึ่ง ยุคนี้เป็นยุคคอมพิวเตอร์ พิมพ์ทรงสามารถลอกเลียนให้เหมือนองค์จริงได้ถึง  ๑๐๐% ฉะนั้นการดูเอกลักษณ์ของพิมพ์ตามที่ผู้รู้เขียนถึงใช้ได้แค่ ๓๐% ในการจำแนกพิมพ์ทรงเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าจะให้ตัดสินว่าพระ "แท้-ไม่แท้" หรือ "ชอบ-ไม่ชอบ" ต้องใช้เนื้อหาของพระเท่านั้น

	ฉะนั้นเวลาท่านไปพบพระสมเด็จ "หลังประทุน" ก็อย่าไปสนใจพิมพ์ทรงมากให้ดูเนื้อพระก่อนว่ามีมวลสาร ธรรมชาติ และร่องรอยการใช้บูชาตามที่เคยอธิบายไว้ใน เสน่ห์พระเนื้อผง ถ้าเห็นว่าเข้าตา พอไปได้ ดูแล้วชอบให้ท่านลองถามราคาดูท่านจะพบว่า
	พระสมเด็จหลังประทุน ราคาไม่แพง เพราะคนเข้าใจว่า พระ "ไม่แท้"

	ตัวอย่างพระสมเด็จหลังประทุน

	พระสมเด็จวัดระฆัง
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง

	พระสมเด็จเกศไชโย
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง

บทสรุป
	๑. พระสมเด็จหลังประทุนเป็นพระ "เกือบใช่" ประเภทหนึ่ง ซึ่งราคาไม่แพง เพราะคนเข้าใจว่าเป็นพระไม่แท้
	๒. เวลาเช่าบูชาให้หาองค์ที่มีมวลสารและธรรมชาติไว้ก่อน ข้อสำคัญคือเนื้อต้องจัด เพราะตอนนี้ยังไม่นิยมกัน ให้เลือกองค์เนื้อจัด ๆ ไว้ก่อน
	๓. มีประวัติเหมือนกัน หนังสือ สมเด็จโต ของแฉล้ม โชติช่วง ลงไว้ว่า พระสมเด็จหลังประทุนเป็นพระรุ่นแรก ๆ ที่สมเด็จโตสร้างตอนต้น ๆ ของยุคสองที่ท่านใช้พิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟักแล้ว แต่ช่างที่แกะพิมพ์ไม่ใช่หลวงวิจารณ์เจียรนัย
	๔. หลังประทุนเกิดจากการไม่ปาดหลังเวลากดพิมพ์พระ แล้วใช้มือคลึงให้นูนขึ้นเล็กน้อย ดูเผิน ๆ เหมือนหลังเรียบ แต่สัมผัสดูจะรู้ว่าตรงกลางนูนกว่าด้านข้าง แต่ไม่นูนและอูมเท่าพระสมเด็จของหลวงปู่อ้น
	๕. ที่ว่าราคาไม่แพงคือราคาประมาณหลักร้อยแก่ ๆ ถึงหลักพันต้น ๆ ตามสภาพพระและความรู้ของคนขาย แต่ส่วนใหญ่จะตั้งราคาไม่แพง ถ้าเราพูดทำนองรู้ว่าไม่ใช่พระที่นิยมเล่นหา ก็ต่อรองราคาได้
	๖. รายละเอียดมวลสาร ธรรมชาติ การใช้บูชา จะนำมาลงให้ท่านเห็นรายละเอียดใน เสน่ห์พระเนื้อผง ต่อไป
๑๓ มกราคม ๒๕๕๓
พระสมเด็จวัดเกศไชโย (ตอนที่ ๒)

กล่าวนำ
	เรื่องที่มาที่ไปของพระสมเด็จเกศไชโยมีผู้รู้เขียนถึงครั้งหลังสุดก็ประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา จากนั้นไม่มีใครเขียนถึงอีกเลย และความนิยมพระเครื่องในปัจจุบันก็เหมือนยอมรับโดยปริยาย นับเป็นความผิดเพี้ยนและเป็นจุดด่างประการหนึ่งของวงการพระเครื่อง ซึ่งความจริงที่มีการเขียนถึงไม่ได้รับการรับฟัง
	ความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นมี ๒ ประการ
	๑. การยอมรับพิมพ์ ๖ ชั้นว่าเป็นของสมเด็จโต
	๒. ความนิยมของพิมพ์อื่น ๆ ที่เรียกกันว่า "พิมพ์ตลก" บ้าง "พิมพ์ไม่นิยม" บ้าง จนมีกระแสตอบรับทำให้มูลค่าของพระเพิ่มขึ้นจนถึงหลักหมื่นในปัจจุบัน
	ดังนั้นในตลาดพระจะพูดถึงพิมพ์พระสมเด็จที่ไม่ใช่ฐาน ๓ ชั้น หรือมีองค์พระรูปร่างแปลก ๆ ว่าเป็นพิมพ์วัดไชโยไปหมด และต้องเป็นประเภท "ไม่มีคราบกรุ" ด้วย ถ้ามีคราบกรุจะถูกเหมาให้เป็นของวัดโพธิ์เกรียบไป
	สำหรับพระสมเด็จวัดเกศไชโยซึ่งสร้างโดยสมเด็จโตสรุปประเด็นจากบทความเก่า ๆ ได้ ๒ ประการ คือ เนื้อหาและพิมพ์ทรง
	ทั้งสองประเด็นอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้สรุปไว้แล้วในตอนก่อนว่า
	พระสมเด็จเกศไชโยเป็นพระกรุ และมีพิมพ์ ๗ ชั้นเท่านั้นที่สร้างโดยสมเด็จโต

ประเด็นแรก : เนื้อหา

	ประเด็นเนื้อหามีที่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า
	พระสมเด็จเกศไชโยเป็นพระกรุ
	ถ้าเป็นพระกรุ ก็ต้องมีคราบกรุ
	บทความเก่า ๆ ไม่ได้บอกถึงคราบกรุมีลักษณะอย่างไร มีแต่นิรนามเท่านั้นที่เอ่ยถึงเนื้อหาของพระสมเด็จเกศไชโยในบทความของท่านว่า
	"...พระสมเด็จวัดเกษไชโยนื้แก่ไปทางผงน้ำมัน แข็งกระด้างปราศจากมวลสาร ผิดสูตรไปจากพระสมเด็จสองวัดดังกล่าวแล้ว ประหนึ่งหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว..."
	เสียดายที่รูปพระสมเด็จเกศไชโยที่ นิรนาม อ้างว่าเป็นรุ่นแรกที่บรรจุอยู่ในองค์หลวงพ่อโตที่แตกกรุประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๐ นั้นเป็นรูปขาวดำ ทำให้ไม่สามารถเห็นสีองค์พระตลอดจนสังเกตคราบกรุได้

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโยบรรจุองค์หลวงพ่อโต
	ที่มา : หนังสืออาณาจักรพระเครื่อง

	ผู้ทำเก็บพระสมเด็จเกศไชโยไว้หลายองค์ และมีองค์หนึ่งซึ่งมคราบกรุ ได้รับการยืนยันจากนักเลงพระท่านหนึ่งว่า "ถ้าเช่าหาพระสมเด็จเกศไชโยให้หาองค์ที่มีคราบกรุแบบนี้" จึงขอนำมาให้ท่านผู้อ่านชมด้านล่าง

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโยมีคราบกรุ : ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโยมีคราบกรุ : ด้านหลัง

	คราบกรุที่ท่านเห็น แตกต่างกับพระสมเด็จบางขุนพรหม เพราะกรุบางขุนพรหมเป็นกรุที่ถูกน้ำท่วมเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ส่วนกรุวัดไชโยเป็นกรุแห้ง จึงไม่มีคราบน้ำ มีแต่คราบสีน้ำตาลอมแดง
	ทีนี้ถ้าจะอ้างประเด็นเนื้อหาที่ว่า "เนื้อแก่ไปทางผงน้ำมัน" ผู้ทำก็มีพระสมเด็จเกศไชโยอยู่องค์หนึ่งที่มีลักษณะตามนั้น

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโยเนื้อผงน้ำมัน : ด้านหน้า

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโยเนื้อผงน้ำมัน : ด้านหลัง

	ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดู จะเห็นว่าเนื้อหาแตกต่างกัน เพราะองค์ที่มีคราบกรุเนื้อแห้งฝ้ามากสีขาว ส่วนองค์เนื้อผงน้ำมันกลับไม่มีคราบกรุ แต่เนื้อหาตรงกับที่ เสี้ยนไม้ บอกไว้ว่าเป็นพระผงน้ำมันมีคราบสีน้ำตาลและเม็กล้วยตำละเอียดขาดแต่คราบสนิมเหล็กและรอยขนแมว
	ไม่ต้องพูดถึงประเด็นอื่นว่าขนาดและพิมพ์ทรงของทั้งสององค์ก็ต่างกัน

ประเด็นที่สอง : พิมพ์ทรง
	นับว่านิรนามหรือเฮียเท้ากล้าจริง ๆ ที่ลงรูปพระที่ท่านเชื่อว่าเป็นพระวัดไชโยแท้ ๆ เปรียบเทียบกับองค์ที่ใคร ๆ เล่นหาแม้ในปัจจุบันว่าเป็นของวัดไชโย จึงขอนำรูปมาให้ท่านชมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผู้ทำสแกนมาจากหนังสืออาณาจักรพระเครื่องและเคยลงให้ท่านชมในตอนที่แล้ว

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	รูปพระสมเด็จเกศไชโย
	ที่มา : หนังสืออาณาจักรพระเครื่อง

	ถ้าดูเฉพาะองค์พระน่าจะมีพิมพ์ทรงใกล้เคียงกับพิมพ์แข้งหมอนที่เป็น "พิมพ์ตลก" พิมพ์หนึ่ง ซึ่งผู้ทำขอนำรูปให้ท่านชมด้านล่าง

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโย แข้งหมอน : ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโย แข้งหมอน : ด้านหลัง

	แต่ถ้าดูตามคำบรรยายพระสมเด็จเกศไชโยของ นิรนาม ที่ว่า
	ฐาน ทั้งเจ็ดเป็นเส้นแบนเรียบเสมอกัน
	ฐาน ชั้นล่างสุดอยู่ห่างกว่าเส้นซุ้มด้านล่างและอาจไม่จดซุ้มด้านข้างทั้งสอง
	จะเห็นได้ว่าแค่ฐานชั้นล่างก็ผิดกันแล้ว เพราะพิมพ์แข้งหมอนจะยาวชนเส้นซุ้ม อีกทั้งพิมพ์ทรงในส่วนองค์พระก็ไม่เหมือนกัน จึงสรุปได้ว่า
	พิมพ์แข้งหมอนไม่ใช่พระสมเด็จเกศไชโยของนิรนาม

	ผู้อ่านอาจสงสัยว่าแล้วพิมพ์พระสมเด็จเกศไชโยของนิรนามยังมีให้เห็นในวงการหรือไม่ หรือถูกเก็บคืนไปบรรจุในองค์หลวงพ่อโตหรือพระมหาพุทธพิมพ์หมด ต้องขอให้เปิดกรุถึงจะได้ชื่นชม
	คำตอบของผู้ทำก็คือ ผู้ทำยังไม่เห็นพิมพ์นี้เลยไม่ว่าจะเป็นองค์จริงหรือในหนังสือ แม้หนังสือ ที่ระลึกงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้ลงพิมพ์วัดเกศไชโยไว้ถึง ๑๙ พิมพ์ ก็ไม่มีพิมพ์นี้ ส่วนพิมพ์ที่ใกล้เคียงที่สุดที่ผู้ทำจะหาได้ โดยฐานชั้นล่างสุดห่างเส้นซุ้มได้แสดงให้ท่านชมด้านล่างแล้ว

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโย ฐานล่างห่างซุ้ม : ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พระสมเด็จเกศไชโย ฐานล่างห่างซุ้ม : ด้านหลัง

	ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า แม้ฐานชั้นอื่นหรือองค์พระก็ไม่เหมือนองค์ของนิรนาม

บทสรุป
	๑. พระสมเด็จเกศไชโยโดยข้อเท็จจริงไม่มีบทสรุปที่พิสูจน์ได้และมีข้อมูลรองรับที่เพียงพอไม่ว่าเรื่องเนื้อหาหรือพิมพ์ทรง
	๒. ถ้าจะแบ่งตามหลักฐานที่พอจะอ้างอิงได้ อาจแบ่งพระสมเด็จเกศไชโยที่เล่นหากันเป็น
		๒.๑ พิมพ์ ๗ ชั้นที่ยังมีความเชื่อว่าเป็นของสมเด็จโต แต่เนื้อหาพิมพ์ทรงยังสรุปไม่ได้
		๒.๒ พิมพ์ ๖ ชั้นทั้งอกตันและอกตลอด ไม่ใช่ของสมเด็จโต เป็นพิมพ์ชาวบ้านสร้างที่วัดอื่น
		๒.๓ พิมพ์ตลกยิ่งไม่ใช่ของสมเด็จโตใหญ่ น่าจะเป็นพระร่วมสมัยหรือพระในปิระมิดชั้นบนตามคำจำกัด   ความของผู้ทำ
		๒.๔ พระ ๗ ชั้นบางพิมพ์เนื้ออ่อน น่าจะสร้างขึ้นภายหลัง อาจเป็นของหลวงตาเกศตามที่มีผู้เขียนถึงก็เป็นได้
	๓. แม้ยังไม่มีบทสรุป แต่ผู้ทำก็มีข้อแนะนำ
		๓.๑ ถ้าจะเช่าบูชาให้หาเฉพาะพิมพ์ ๗ ชั้น
		๓.๒ พิมพ์อื่น ๆ รวมทั้งพิมพ์ตลก ถ้าเนื้อหาดี ราคาไม่แพง พอเก็บได้
		๓.๓ ที่น่าเช่าหามากที่สุดคือ พระที่มีคราบกรุ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเล่นเป็นของวัดโพธิ์เกรียบ
	๔. วัดโพธิ์เกรียบอาจเป็นที่มาของพระพิมพ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่พิมพ์ ๗ ชั้นก็ได้ และอาจมีทั้งมีคราบกรุและไม่มีคราบกรุ พระที่ไม่มีคราบกรุถูกเล่นหาเป็นพระสมเด็จเกศไชโยและ พระ "นอกพิมพ์" หรือ "พิมพ์ตลก" ไปหมดแล้วแถมยังมีราคาแพง ส่วนพระที่มีคราบกรุจะถือเป็นพระวัดโพธิ์เกรียบน่าเล่นหามากที่สุด
	๕. ถ้าจะหาพระพิมพ์ทรงแบบพระสมเด็จเกศไชโยสักองค์
	ให้หาพระวัดโพธิ์เกรียบยุคแรกที่เนื้อจัดและมีคราบกรุ
	เพราะราคายังไม่แพงและมีแต่พระแท้ ส่วนพระยุคหลังที่มีคราบกรุ ราคายังถูกและมีให้เห็นมากมาย จะเช่าบูชาบ้างก็ไม่ผิดกติกา
๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒
พระสมเด็จเกศไชโย

กล่าวนำ
	ท่านผู้อ่านคงได้อ่านบทความเก่าใน เรื่องเก่าเล่าใหม่ อันเกี่ยวกับพระสมเด็จวัดเกศไชโยในทัศนะของผู้รู้นักสะสมและเซียนพระรุ่นเก่ามาแล้วทั้งของ ตรียัมปวาย  เสี้ยนไม้  เทพศรี และนิรนาม
	ก่อนจะไปถึงความเห็นของผู้ทำ ขอสรุปให้ท่านฟังคร่าว ๆ เกี่ยวกับความเห็นในบทความเก่าเหล่านี้

ตรียัมปวาย
	ท่านเขียนไว้นานแล้วเกี่ยวกับพระสมเด็จเกศไชโยพิมพ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่พิมพ์ ๗ ชั้นว่าเป็น "ของเถื่อน" ทั้งสิ้น ในบทความของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่นำมาลงให้อ่าน ท่านตอบคำถามที่มีผู้ถาม และเล่าให้ฟังว่ามีการปลอมพระสมเด็จเกศไชโยมานานโดยนายเล็ก และนายตี๋เขื่อง ปลอมมาเป็นพันองค์

นิรนาม
	นิรนามเป็นนามปากกาของคุณวิโรจน์ ใบประเสริฐ หรือเฮียเท้า เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ค่อนข้างละเอียดและมีความเห็นแบบกลาง ๆ ว่ามีทั้งผู้ยอมรับและไม่ยอมรับ แต่เขียนละเอียดถึงประวัติการแตกกรุของพระจากใต้ฐานพระพุทธรูป และการบูรณะตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ห้า
	นิรนามยังพูดถึงที่มาของพระสมเด็จเกศไชโยว่ามีคนจีนวัยกลางคน นำมาขายที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และเปรียบเทียบพระสมเด็จจากของคนในพื้นที่กับพระสมเด็จที่เล่นหาในปัจจุบัน

เสี้ยนไม้
	พูดถึงพระสมเด็จเกศไชโยในหนังสือคเณศ์พร พ.ศ. ๒๕๓๖ ตรงกับของนิรนามที่ว่ามีตาแป๊ะแก่ ๆ จากอ่างทองนำมาขายเมื่อปี ๒๕๐๐ และพระที่มาขายเป็นจำนวนมากใน พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นพระของพระครูรอด อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เกรียบ ซึ่งได้มาจากหอไตรกลางสระน้ำ และเรียกหาเป็น "พระสมเด็จเกศไชโย กรุวัดโพธิ์เกรียบ"

เทพศรี
	เขียนไว้ล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ สรุปว่ามีพระสมเด็จเกศไชโยมีเฉพาะพิมพ์ ๗ ชั้นเท่านั้น พิมพ์อื่น ๆ ไม่ว่า ๖ ชั้น หรือ ๙ ชั้น เป็นพิมพ์ชาวบ้าน มิได้มีพุทธศิลป์แบบพิมพ์ ๗ ชั้น สร้างโดยหลวงตาแก่ ๆ ที่วัดเกศไชโยภายหลัง


	ผู้ทำขอให้ความเห็นเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

ประเด็นที่ ๑
	พระวัดไชโยหรือที่เรียกกันว่า "พระสมเด็จเกศไชโย" เป็นพระกรุหรือไม่
	คำตอบจากประวัติและบทความเก่าบ่งชัด – พระสมเด็จเกศไชโยเป็นพระกรุ
	เหตุผลประกอบมีหลายอย่าง
	๑.๑ สมเด็จโตใช้เวลาส่วนใหญ่ของท่านที่กรุงเทพ เพราะท่านอยู่ที่วัดระฆัง ฉะนั้นท่านแจกพระสมเด็จที่วัดระฆังเท่านั้นเวลาท่านไปบิณฑบาตอยู่วัดหรือไปที่ไหนก็แล้วแต่
	พระสมเด็จอื่น ๆ ล้วนแต่เป็นพระที่ท่านสร้างเพื่อบรรจุกรุเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น
	๑.๒ พระวัดไชโยน่าจะเป็นพระชุดแรกที่ท่านสร้างในยุคต้น ๆ ก่อนพิมพ์นิยมของหลวงวิจารณ์เจียรนัยที่ท่านสร้างในยุคหลัง จำนวนที่สร้างน่าจะเป็นพระ ๘๔,๐๐๐ องค์ตามพระธรรมขันธ์
	๑.๓ เมื่อเป็นพระกรุ ก็ต้องมีคราบกรุ เพราะแม้จะมีการแตกกรุครั้งก่อน พ.ศ. ๒๔๓๐ แต่อย่างน้อย ๆ พระก็ต้องอยู่ในกรุหลายสิบปี เพราะถ้าเป็นพระรุ่นแรกก็น่าจะสร้างประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๐ หรือก่อนหน้านั้น

ประเด็นที่ ๒         
	พระวัดไชโยมีกี่พิมพ์ ฐานกี่ชั้น
	ตามที่เล่นหากันในปัจจุบัน วงกาพระเครื่องยอมรับแค่พิมพ์ใหญ่ ๗ ชั้น และพิมพ์ ๖ ชั้นอีกสองพิมพ์คือพิมพ์อกตันและพิมพ์อกตลอด
	ผู้ทำเห็นด้วยกับนักเขียนรุ่นเก่าว่าพระวัดเกศไชโยมีเพียงพิมพ์ ๗ ชั้นเท่านั้น พิมพ์ ๖ ชั้นไม่น่าจะเป็นพิมพ์เกศไชโยของสมเด็จโตด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
	๒.๑ พุทธศิลป์พิมพ์ ๗ ชั้นสวยงาม และมีที่มาของศิลปะ คือ เป็นพิมพ์พระพุทธเจ้าปางทุกขกิริยาที่ท่านลดอาหารจนร่างกายซูบผอม ศิลปะเชิงช่างไม่ได้ด้อยไปกว่าพิมพ์พระสมเด็จสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก
	๒.๒ ช่างผู้รังสรรค์พิมพ์ทรงมีเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ใช่ช่างที่แกะพิมพ์ทรงพระสมเด็จในยุคที่สองซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่างบ้าน ช่างหล่อใกล้วัดระฆัง และไม่ใช่หลวงวิจารณ์เจียรนัย
	๒.๓ รูปแบบ  (Form Factor) เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ตัดขอบห่างพิมพ์แบบที่เรียกว่า "กรอบกระจก" น่าจะเป็นการทดลอง (Experiment) ของท่านในการหารูปแบบก่อนจะลงตัวเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ซึ่งมีอัตราส่วน ๑:๒ ซึ่งเป็นสัดส่วนสถาปัตยกรรมไทยยุคปลายอยุธยา
	๒.๔    พิมพ์ ๖ ชั้น ศิลปะเชิงช่างเห็นชัดว่าเป็นช่างชาวบ้านที่ "เลียน" หรือ "พิมพ์ตลก" ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าพิมพ์ทรงไม่สวยงามดูตลก

ประเด็นที่ ๓
	พิมพ์ ๗ ชั้นที่เป็นพิมพ์ "นิยม" คือพิมพ์ไหนกันแน่
	ผู้ทำเชื่อตามคุณนิรนามว่ามีอยู่พิมพ์เดียวตามที่นิรนามได้เปรียบเทียบพิมพ์ทรงไว้ในบทความของท่าน ซึ่งขออนุญาตผู้มีลิขสิทธิ์นำมาลงเพื่อเป็นความรู้

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	รูปพระจากบทความนิรนาม

ประเด็นที่ ๔
	ถ้าพิมพ์ ๗ ชั้นพระสมเด็จเกศไชโยคือพิมพ์ที่เฮียเท้าหรือนิรนามแสดงไว้ใน แล้วพิมพ์ ๗ ชั้นอื่น ๆ มีความเป็นมาอย่างไร
	นิรนามพูดไว้ชัดเจน
	เขียนบทความ คือ พายเรือทวนน้ำ
	เขียนความจริง คือ น้ำเชี่ยวขวางเรือ
	แต่ท่านก็ออกตัวไปแล้วว่าพระสมเด็จเกศไชโยสมัยนั้น
	มีทั้งคนยอมรับและไม่ยอมรับ

	การที่ผู้ทำนำบทความเก่า ๆ มาลงพร้อมทั้งเสนอความเห็นของตัวเองในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่แต่พิมพ์ ๖ ชั้น แม้แต่พิมพ์แปลก ๆ ที่เรียกกันว่า "พิมพ์ตลก" ก็เล่นหากันในราคาหลักหมื่นแล้ว แม้จะเป็นความจริงโดยมีหลักฐานอ้างอิงและมีเหตุผลประกอบการพิจารณา
	แต่ยิ่งกว่า "น้ำเชี่ยวขวางเรือ"
	น่าจะเป็น "น้ำป่าไหลหลาก" หรืออาจเปลี่ยนเป็น "ซูนามิ" ซัดฝั่งก็เป็นได้
	แต่ผู้ทำไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นแอบแฝง ต้องการเพียงให้ความรู้ท่านผู้อ่านเท่านั้นและขอน้อมรับความเห็นของท่านนิรนามที่ว่า
	พูดความจริง และใจกว้างพอที่จะรับคำติชม

บทสรุป
	ต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่ต้องสรุปเรื่อง "พระสมเด็จเกศไชโย" พร้อมรูปพระและการวิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งเนื้อหาและพิมพ์ทรงในบทความครั้งต่อไปในปีหน้า เพราะฉบับปลายปีค่อนข้างฉุกละหุกและมีภารกิจมากมายที่ต้องทำในช่วงปีใหม่ บทความครั้งหน้าผู้ทำจะมีเวลาในการเตรียมตัวเสนอให้ท่านมากกว่านี้