ประวัติพระ - ประวัติศาสตร์ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ - ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๓
หน้า 1 2
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑
พระสมเด็จตราหลังแผ่นดิน

ประวัติพระ
	ประวัติพระองค์แรกที่จะพูดถึงคือ พระสมเด็จที่ ร.ต.อ. ชาญ กระตุฤกษ์ ทำแจกเมื่อคราวหาเสียงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อครั้งเลือกตั้ง ปี ๒๕๐๐ ความที่องค์พระด้านหลังมีตราแผ่นดินอยู่ ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นพระที่กรมตำรวจทำขึ้น เพราะกรมตำรวจก็ใช้ตราแผ่นดินเป็นสัญลักษณ์ บางคนเข้าใจผิดเรียกหาเป็น "สมเด็จเผ่า" ตามชื่ออธิบดีกรมตำรวจยุคนั้น อันได้แก่ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า

	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง

	ส่วนพระองค์ที่ ๒ คือ พระสมเด็จที่หลวงปู่นาค หรือ พระเทพสิทธินายก สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ มีตราแผ่นดินประทับด้านหลังเหมือนกัน พระของหลวงปู่นาคมีทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก ท่านทำขึ้นเพื่อนำไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกพร้อมกับพระสมเด็จเผ่าวัดอินทรวิหารที่ท่านไปนั่งปรกปลุกเสกด้วย
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พิมพ์ใหญ่ : ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พิมพ์ใหญ่ : ด้านหลัง
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พิมพ์เล็ก : ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	พิมพ์เล็ก : ด้านหลัง

ประวัติศาสตร์ : สามสถาบัน
» สถาบันกษัตริย์ : ตราแผ่นดิน
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ตราแผ่นดินที่เรียกกันว่า "ตราอาร์ม" นี้ หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ออกแบบตามพระประสงค์ของรัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ โดยใช้รูปแบบตราแบบฝรั่งโดยมีความหมายดังนี้
  ๑.	บนสุด
	ตรงกลาง คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ หมายถึงพระมหากษัตริย์ ใต้ลงมาเป็นจักรและตรีไขว้ หมายถึงราชวงศ์จักรี
	ด้านซ้าย และ ขวา คือ ฉัตร ๗ ชั้น หมายถึงราชาธิปไตย
	ด้านใต้ เป็นรูปโล่ ๓ ห้อง
	ห้องบนเป็นช้าง ๓ เศียร หมายถึงสยาม เหนือ กลาง ใต้
	ห้องขวาเป็นช้างเผือก หมายถึงประเทศราชลาว (ล้านช้าง)
	ห้องซ้ายเป็นกริชไขว้ หมายถึงประเทศราชมลายู
  ๒.	ด้านขวาฉัตร เป็นคชสีห์ หมายถึง ฝ่ายทหารอันได้แก่กลาโหม
  ๓.	ด้านซ้ายของฉัตร เป็นราชสีห์ หมายถึงฝ่ายพลเรือน ได้แก่ มหาดไทย
  ๔.	ขอบล่างของโล่ คือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตน์ราชวราภรณ์ หมายถึง พุทธศาสนา ใต้ลงมาเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า
  ๕.	ล่างสุด คือ คาถาภาษาบาลี แปลว่า "ความพร้อมเพรียงของบุคคลทั้งปวงผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน ย่อมเป็นเครื่องทำความเจริญให้สำเร็จ"
  ๖.	เครื่องหมายอื่นๆ คือ เครื่องราชกกุฎภัณฑ์ ที่เหลือได้แก่ พระแสงขรรค์ชัยศรี พระแส้หางม้าจามรี ธารพระกรไม้ชัยพฤกษ์ พัดตาลวิชนีและฉลองพระบาทเชิงงอน ทั้งหมดมีฉลองพระองค์ครุยทองเป็นฉากหลัง

» สถาบันตำรวจ
	รัชกาลที่ ๔ ทรงเป็นผู้เริ่มปฏิรูปสถาบันตำรวจสมัยใหม่ โดยในปี พ.ศ. ๒๔๐๓ โปรดเกล้าฯให้ตั้งกอง "โปลิส" แทนข้าหลวงกองจับและกองตระเวนซ้ายขวา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตนครหลวง ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ ทรงตั้งตำรวจภูธรเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๑๙ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาค ในสมัยรัชกาลที่ ๖ จึงได้มีการรวมตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรเข้าด้วยกัน เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ เรียกว่า "กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน" ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้เปลี่ยนเป็น "กรมตำรวจ และปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ในรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้เปลี่ยนเป็น "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"
	หน้าหมวกตำรวจที่เป็นตราแผ่นดินนี้ เริ่มใช้ในรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนจากของเดิมซึ่งเป็นชุดสีกากี สวมหมวกดำมีจุดแดงบนหมวก ใช้ผ้าพันแข้งสีดำ จึงถูกเรียกว่า "พวกหงอนแดงแข้งดำ" หรือ "พวกหัวแดงแข้งดำ" โดยสถาบันตำรวจเป็นหน่วยงานไม่กี่แห่งที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราแผ่นดินติดหน้าหมวก เพราะถือว่าถูกตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อนจะถูกเปลี่ยนมาใช้ "ตราครุฑ" เป็นตราแผ่นดินสืบเนื่องจนถึงทุกวันนี้
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต

» สถาบันประชาธิปไตย
	เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งหลายสมัย แต่ไม่มีครั้งใดที่จะโด่งดังเท่ากับการเลือกตั้งปี พ.ศ. ๒๕๐๐
	การเลือกตั้งปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ถือเป็นการเลือกตั้งตามวาระ เนื่องจากรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามอยู่ครบวาระ ๔ ปี จึงต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมีแต่พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม  และพรรคประชาธิปัตย์ทื่มีหัวหน้าพรรคชื่อนายควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคู่แข่ง
	เมื่อกฎหมายเลือกตั้งห้ามแจกสิ่งของซื้อเสียง ผู้สมัครเลือกตั้งก็ต้องใช้วิธีเลี่ยง พรรคเสรีมนังคศิลา พิมพ์เบอร์ผู้สมัครและคำเชิญชวนของจอมพล ป. ลงในกลักไม้ขีด พิมพ์นโยบายพรรคลงบนผ้าเช็ดหน้า ทำแหนบตราไก่แจกหัวคะแนน เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ๒๖ กุมภาพันธ์ ก็มีการทุจริตทั้ง พลร่ม ไพ่ไฟ และหีบเลือกตั้งหาย ทำให้พรรคเสรีมนังคศิลาได้ ส.ส. ทั้งสิ้น ๘๓ คนจากทั้งหมด ๑๖๐ คน สามารถตั้งรัฐบาลได้
	ต่อมานักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวมตัวกันเดินขบวนคัดค้าน และในวันที่ ๒ มีนาคม จึงรวมตัวกันเดินขบวนไปที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล และที่สะพานมัฆวาฬรังสรรค์ก็ได้เกิดวีรบุรุษขึ้น ๒ ท่าน ท่านแรกคือ ร้อยเอกอาทิตย์ กำลังเอก (ยศขณะนั้น)  ผู้สั่งทหารปลดอาวุธไม่ให้ยิงใส่ประชาชนทั้งๆ ที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว อีกท่านหนึ่งคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ท่านขอร้องให้เดินขบวนด้วยความสงบ และสั่งทหารเปิดทางให้ขบวนผ่านไปได้

ประวัติศาสตร์ : ๒ บุคคล
	บุคคลแรก คือ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในการสร้างพระสมเด็จที่วัดอินทรวิหาร โดยมีพระครูสังฆรักษ์ (เงิน) เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพิธี
	พระวัดอินทร์ฯ ปี ๒๔๙๕ หรือที่เรียกกันว่า "สมเด็จเผ่า" เป็นพระเนื้อผงหลังเรียบ ไม่มีการปั๊มตรา ไม่ว่าจะเป็นตราจม หรือตราวัด พิมพ์ที่นิยมเล่นหากันก็คือพิมพ์อกร่องหูบายศรี
    prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต

	ฉะนั้น "สมเด็จเผ่า" ก็คือพระสมเด็จวัดอินทร์ ๙๕ หลังเรียบเท่านั้น

	บุคคลที่สอง คือ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เพราะมีคนอ้างว่าพระสมเด็จหลังตราแผ่นดินเป็นพระสมเด็จที่สมเด็จโตสร้างถวายรัชกาลที่ ๕ มีหลายพิมพ์ ทั้งพิมพ์ของ ร.ต.อ. ชาญ กระตุฤกษ์ และพิมพ์อื่นๆ

	สรุป
	พระสมเด็จ ร.ต.อ. ชาญ กระตุฤกษ์
	ไม่ใช่พระสมเด็จเผ่า และไม่ได้ปลุกเสกโดยสมเด็จโต
	เพราะพระสมเด็จเผ่าก็คือพระสมเด็จวัดอินทร์ฯ ปี ๒๔๙๕ หลังเรียบ ซึ่งไม่ใช่พิมพ์ที่โชว์ และไม่ใช่พระสมเด็จที่อ้างว่าสมเด็จโตปลุกเสก เพราะตราแผ่นดินเริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๖ หลังท่านมรณภาพแล้ว
	แล้วพระสมเด็จองค์นี้เป็นของจริงหรือของเล่น?
	คำตอบก็คือ วงการทั่วไปถือว่าเป็นของเล่น เพราะมีที่มาชัดเจนจากนักสะสมรุ่นเก่าท่านหนึ่งว่า ร.ต.อ. ชาญ กระตุฤกษ์ ทำแจกตอนหาเสียง พ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่ใช่กรมตำรวจจัดสร้าง และไม่ใช่พลตำรวจเอกเผ่าเป็นประธาน

พระสมเด็จหลวงปู่นาค
	เป็นพระสมเด็จจากวัดระฆังแน่นอน สร้างโดยหลวงปู่นาค เจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ มีอยู่หลายพิมพ์ ทั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์คะแนน
	พระชุดนี้เป็นของจริง เป็นพระสมเด็จวัดระฆังรุ่นหลัง
    
	เปรียบเทียบพระ ร.ต.อ.ชาญกับพระหลวงปู่นาค : ขนาดและพิมพ์ทรง
    prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง

	เปรียบเทียบพระหลวงปู่นาค : พิมพ์ใหญ่กับพิมพ์เล็ก
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง
๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑
รูปหล่อไต้ฮงกง
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง

ประวัติพระ
	พระองค์นี้เป็นพระรูปหล่อไต้ฮงกงรุ่นแรก สร้างโดย มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง หรือที่ชาวบ้านทั่วๆ ไปรู้จักกันในนาม มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ องค์ เพื่อฉลองวาระครบ ๔๐ ปีในการก่อตั้งมูลนิธิ และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การปลุกเสกพระเครื่องในประเทศไทย ที่มีการทำพิธีทางศาสนาทั้งฝ่ายหินยานและมหายาน โดยมีสมเด็จพระสังฆราช อยู่ ญาโณทัย วัดสระเกศมาเป็นประธานในพิธีเททอง และทางมูลนิธิได้อาราธนาพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ ๑๐๘ รูปมาร่วมปลุกเสก

ประวัติศาสตร์
» ประเทศจีน
	หลวงปู่ไต้ฮง เกิดที่เมืองเหวินโจว แคว้นเจอเจียว เมื่อ พ.ศ. ๑๕๘๒ สมัยราชวงซ้อง ในตระกูลลิ้ม เดิมชื่อหลิงเอ้อ ครอบครัวมีฐานะดีจึงได้รับการศึกษา และตามธรรมเนียมสมัยนั้นได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับราชการ โดยสอบได้เป็นบัณฑิตระดับจิ้นสือ ได้รับราชการเป็นนายอำเภอเมื่ออายุค่อนข้างมากแล้ว ต่อมาเกิดเบื่อหน่ายต่อระบบราชการจึงลาออกมาบวชเป็นพระภิกษุ ได้ธุดงค์มาถึงอำเภอเตี้ยเอี้ย มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นชุมชนชาวจีนแต้จิ๋ว สมัยนั้นเกิดภัยธรรมชาติทั้งพายุ ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาดเป็นประจำ หลวงปู่ได้ช่วยเก็บศพคนยากไร้ และได้ตั้งศาลาโรงทานเพื่อบริจาคอาหารและสิ่งของ ก่อนมรณภาพได้เป็นประธานในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเหลียงเจียงที่ตำบลฮั่วเพ้ง ซึ่งยังคงอยู่จนทุกวันนี้
	หลังจากท่านมรณภาพลงในปี พ.ศ. ๑๖๗๐ ชาวจีนที่เคารพท่านได้สร้างศาลและอนุสรณ์มากมายเพื่อรำลึกถึงพระคุณท่าน ไม่ว่าจะเป็นรูปหล่อ รูปวาด ตลอดจนศิลาจารึก และสืบต่อกิจกรรมการกุศลของท่าน
	ปัจจุบันสุสานของท่านที่ฮั่วเพ้งได้รับการบูรณะเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนึ่งของมณฑลกวางตุ้ง
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	อุทยานประวัติศาสตร์ ไต้ฮงกง
    
อ้างอิง : หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

» ประเทศไทย
	ชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงก็ได้มีการค้าขายกับประเทศจีน และชามสังคโลกที่รู้จักกันดี ก็เป็นผลงานของคนจีนเข้ามาช่วยตั้งเตาเผาถ้วยชามแบบจีน
	สมัยอยุธยาคนจีนเริ่มอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งจำนวนมากขึ้น เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ ทรงย้ายเมืองหลวงจากฝ่งธนบุรีมายังฝั่งพระนคร ก็ทรงตั้งพระบรมมหาราชวังในชุมชนคนจีน ซึ่งทรงโปรดให้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่บริเวณคลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสำเพ็ง ช่วงนั้นคนจีนได้เข้ารับราชการมีตำแหน่งต่างๆ เช่น พระยาโชฏึกเศรษฐี หลวงรัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง ชาวฮกเกี้ยน ต้นตระกูล ณ ระนอง)
	สมัยรัชกาลที่ ๕ ประเทศจีนถูกปกครองโดยราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชาวแมนจู คนจีนได้ก่อความไม่สงบหลายครั้งเพื่อกอบกู้เอกราชคืน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งเกิดสงครามกับคนต่างชาติ เช่นสงครามฝิ่น และสงครามกับญี่ปุ่น ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายยิ่งขึ้น ประกอบกับภาคใต้ของจีนเกิดภัยธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่า คนจีนในมณฑลกวางตุ้งจึงเริ่มอพยพย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจีนแต้จิ๋วในอำเภอเตี้ยเอี้ย โผวเล้ง และซัวเถา เริ่มอพยพมายังประเทศไทย โดยนายเบ๊ยุ่น ชาวเมืองฮั่วเพ้ง ได้อัญเชิญรูปสลักไม้หลวงปู่ไต้ฮงกงมายังกรุงเทพ ต่อมาคณะพ่อค้าจีน ๑๒ คนได้ร่วมกันตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกง และได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓
	มีเรื่องเล่าถึงคนจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาประเทศไทยในยุคนั้นว่าส่วนใหญ่เป็นคนแต้จิ๋ว เพราะคนแต้จิ๋วจนกว่าเพื่อน และไม่มีญาติพี่น้องในประเทศอื่น ที่มาเมืองไทยก็เพราะค่าเรือถูกกว่าไปประเทศอื่น จะไปฮ่องกง สิงค์โปร์ หรือฟิลิปปินส์ก็มีแต่คนกวางตุ้งและคนฮกเกี้ยน จึงเลือกที่จะมาประเทศไทย ระหว่างอยู่ยนเรือเดินทะเลก็ได้รับความลำบากต่างๆ นานา พอเรือเข้าปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาก็ดีใจ เพราะเห็นแต่สีเขียวของเปลือกไม้ใบหญ้า บางคนถึงกับอุทานว่า ไม่อดตายแล้ว
	คนจีนอพยพรุ่นแรกซึ่งเป็นบรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบัน นิยมทำบุญและบริจาคเงินกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งก็เพราะ ทางมูลนิธิไปตั้งโรงทานไว้ที่ท่าน้ำราชวงศ์ อาหารมื้อแรกของคนจีนอพยพจึงเป็นข้าวต้มร้อนๆ พร้อมกับข้าว คนจีนเหล่านั้นจึงมีความประทับใจกับประเทศไทยและมูลนิธิ เมื่อมีฐานะดีขึ้นก็พร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิ จนมูลนิธิสามารถนำเงินบริจาคมาทำกิจกรรมการกุศลและสาธารณประโยชน์ สร้างโรงพยาบาลหัวเฉียวและมหาวิทยาลัยหัวเฉียว (คำว่าหัวเฉียวเพี้ยนมาจากฮั่วเคี้ยวซึ่งเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่าจีนโพ้นทะเล)
	ปัจจุบันมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งตั้งอยู่บนถนนคำรพ ตรงข้ามสถานีตำรวจพลับพลาไชย ย่านเยาวราช เปิดทำการทุกวัน พร้อมอาคารที่จอดรถหลังใหม่เพื่อรองรับผู้มีศรัทธามาบริจาค
	ประวัติพระ เสริม ประวัติศาสตร์ เพื่อความศรัทธา และกุศลกรรม
๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑
พระสมเด็จหลัง "โยมฉิม"
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง

ประวัติพระ
	ในหนังสือ "พระสมเด็จวังหน้า และหลวงพ่อเงินพิมพ์ช่างหลวง" พ.ศ. ๒๕๓๐ ทั้งในอารัมภบทเรื่องที่ ๖ และหน้า ๙๕ ประการที่หก รวมทั้งรูปตามที่นำมาให้ชมในหน้าที่ ๙๑ ระบุว่าเป็นพระสมเด็จวังหน้าพิมพ์เศียรโล้นขาโต๊ะ โดยมีข้อความว่า

	อาตมา
	สร้างอุทิส
	ถวายให้
	โยมฉิม
	โต
	๒๔๐๖
	องค์ที่ ๕๑ (?)

	มัตตัญญูสรุปว่า

	".......เมื่อพิจารณาข้อความแล้ววินิจฉัยได้ว่า โยมฉิมที่ท่านเจ้าพระคุณฯ กล่าวถึงนี้ คงเป็นโยมบิดาของท่าน และเป็นเชื้อพระวงศ์ เพราะใช้คำว่าถวาย กรณีนี้ย่อมเป็นหลักฐานเสริมความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่กล่าวกันว่า ท่านเจ้าพระคุณฯเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งมีพระนามเดิมว่าฉิม"

	รัชกาลที่ ๒ น่าจะเป็นบิดาสมเด็จโต

ประวัติศาสตร์
	ประเด็นสำคัญในการพิจารณาประวัติศาสตร์ของพระสมเด็จองค์นี้อยู่ที่ตัวเลข ๒๔๐๖ ซึ่งน่าจะหมายถึง พ.ศ. (พุทธศักราช) ทุกคนทราบดีว่าสมเด็จโตมรณภาพปีพ.ศ. ๒๔๑๕ ฉะนั้น ก็เป็นไปได้ที่ท่านจะสร้างพระเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๖ ซึ่งยังอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๔
	สมัยนั้นปีศักราชที่ทรงใช้อยู่ในรัชกาลมี ๒ แบบเท่านั้น คือ

	ค.ศ. (คริสตศักราช) ใช้ทำสัญญากับต่างประเทศ
	จ.ศ. (จุลศักราช) ใช้ในไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ถึง รัตนโกสินทร์

	การเปลี่ยนแปลงการนับศักราชเกิดขึ้น ๒ ครั้งหลังจากนั้น คือ

	ครั้งที่ ๑
	จ.ศ. ๑๒๕๐
	รัชกาลที่ ๕ ทรงเปลี่ยนจาก จ.ศ. เป็น ร.ศ. (รัตนโกสินทร์ศก)
	โดยเริ่มที่ ร.ศ. ๑๐๘ (ตรงกับพ.ศ. ๒๔๓๓)

	ครั้งที่ ๒
	ร.ศ. ๑๓๑
	รัชกาลที่ ๖ ทรงเปลี่ยนจาก ร.ศ. เป็นพ.ศ. (พุทธศักราช)
	โดยเริ่มจาก ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖

	เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการใช้ พ.ศ. ๒๔๐๖ ในสมัยรัชกาลที่ ๔

ประวัติพระขัดกับประวัติศาสตร์
	ส่วนที่คอลัมนิสต์หญิงในหนังสือพิมพ์หัวสีพูดถึงรัชกาลที่ ๑ ว่าเป็นบิดาสมเด็จโตก็ขัดกับประวัติศาสตร์เช่นกัน เพราะถ้าทรงได้มารดาสมเด็จโตสมัยเป็นพระยาจักรี สมเด็จโตก็ควรเกิดก่อนปีพ.ศ. ๒๓๒๕ ซึ่งเป็นปีขึ้นครองราชย์ แต่ทุกคนก็รู้ว่าสมเด็จโตเกิดปี พ.ศ. ๒๓๓๑ หลังจากรัชกาลที่ ๑ ทรงครองราชย์แล้ว
	เชื้อพระวงศ์องค์ต่อไปที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นบิดาสมเด็จโตคือวังหน้ารัชกาลที่ ๑ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ปี พ.ศ. ๒๓๓๐ ทรงเสด็จไปแถวกำแพงเพชร คือเสด็จไปสร้างเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหลังร้างสงคราม ก็ตรงกับที่มัตตัญญูพูดถึงพระพิมพ์นี้ว่าเป็นพระสมเด็จวังหน้า ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะวังหน้าในรัชกาลที่ ๔ ไม่ใช่วังหน้าหรือพระมหาอุปราช แต่เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒ อย่างที่ฝรั่งเรียก Second King คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระอนุชาของรัชกาลที่ ๔ และมิได้สืบเชื้อสายโดยตรงจากวังหน้ารัชกาลที่ ๑ แต่อย่างไร
	ดังนั้นจากประวัติศาสตร์  วิเคราะห์ได้ว่า
	พระสมเด็จหลัง "โยมฉิม" สมเด็จโตไม่ได้สร้าง ส่วนเกี่ยวกับบิดาสมเด็จโตนั้น ไม่มีหลักฐานแน่ชัด
	ผู้ทำเชื่อตามที่สมภพ จันทรประภากล่าวไว้ในบทความ "วังหลังถึงวัดระฆัง" หนังสือ "อนุสรณ์ครบ ๑๐๐ ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต (โต พรหมรังสี) ๒๒ มิถุนายน ๒๔๑๕ ว่า
	"ทำไมคนเก่งอย่างท่านจะต้องเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินด้วย คนธรรมดาเก่งไม่ได้หรือ น่าจะเป็นคนธรรมดา"
๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๑
พระสมเด็จหลังเหรียญรัชกาลที่ ๕  สมัยทรงพระเยาว์
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหน้า
	prasomdej.net พระสมเด็จดอทเน็ต
	ด้านหลัง

ประวัติพระ
	พระพิมพ์นี้เริ่มปรากฏในวงการประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมีนิตยสารพระเครื่องฉบับหนึ่งลงหน้าปก โชว์ภาพถ่ายด้านหน้าและด้านหลัง ดูจากภาพแล้วอาจเข้าใจได้ว่าเป็นพระที่สมเด็จโตสร้างขึ้นถวายรัชกาลที่ ๕ เมื่อท่านขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นยังทรงพระเยาว์และมีพระชนมายุเพียง ๑๕ ชันษาเศษ ดังจะเห็นได้จากเหรียญที่ติดด้านหลัง
	ผู้ทำเว็บได้เห็นพระพิมพ์นี้ครั้งแรกหลังนิตยสารออกวางจำหน่ายแล้ว พบบนแผงพระเครื่องย่านสามแยกหมอมี แต่ไม่ได้ต่อราคาเพราะคนขายตั้งราคาไว้สูง องค์ที่แสดงอยู่นี้ได้มาจากตลาดพญาไม้ เชิงสะพานพุทธฯฝั่งธนบุรี ในราคาถูกลงหลายเท่าตัว เพราะคุ้นเคยกับคนขายพอสมควร

ประวัติศาสตร์
	ในแวดวงของพระสมเด็จ จะมีข้อมูลข่าวสารมากมายที่เกี่ยวกับตัวท่านและพระที่ท่านสร้าง หากผู้อ่านไม่รู้จักแยกแยะหรือใช้เหตุผลประกอบหรือหลงเชื่อง่ายๆ ก็จะได้ข้อมูลที่ผิดพลาดและอาจตกเป็นเหยื่อของคนขายพระได้
	พระพิมพ์นี้ก็เช่นกัน ประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่าท่านขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๑ พระชนมายุ ๑๕ ชันษาเศษ ส่วนสมเด็จโตละสังขาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๕ หลังจากท่านขึ้นครองราชย์ ๔ ปี
	ฉะนั้นก็พิจารณาอย่างผิวเผิน พระสมเด็จที่พิมพ์ทรงดูดีและเหรียญด้านหลังก็ดูเก่า แถมยังเป็นเหรียญตอนทรงพระเยาว์ด้วย ก็ดูสมเหตุสมผล ยิ่งมีนิตยสารพระเครื่องนำไปลงหน้าปกด้วย ก็อาจปักใจเชื่อเลยว่าใช่แล้ว เป็นพระสมเด็จพิมพ์พิเศษที่สมเด็จโตสร้างถวายรัชกาลที่๕ เมื่อท่านขึ้นครองราชย์
	โดยความเป็นจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านทรงเป็นอัจฉริยะ ปฏิรูปการบริหารปกครองประเทศชาติไว้มากมาย เงินตราไทยก็เช่นกัน เดิมประเทศไทยใช้เงินพดด้วงเป็นตัวกลางในการใช้สอยและเปลี่ยนสินค้า แต่เงินเหล่านั้นยังไม่ได้มาตรฐานทำปลอมได้ง่าย หลังจากท่านเสด็จประพาสสิงคโปร์ และหมู่เกาะชวา (ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน ) ท่านจึงได้สั่งเครื่องพิมพ์เหรียญกษาปณ์แบบใช้แรงดันไอน้ำจากประเทศอังกฤษ ตามหนังสืออ้างอิง ๑  เครื่องพิมพ์เหรียญกษาปณ์มาถึงประเทศไทยปลายปี พ.ศ. ๒๔๑๘  และเริ่มพิมพ์เหรียญใช้แพร่หลายในปี พ.ศ. ๒๔๑๙

ประวัติพระขัดกับประวัติศาสตร์
	เป็นไปไม่ได้ที่สมเด็จโตท่านมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๑๕ จะสร้างพระสมเด็จที่มีเหรียญรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสร้างขึ้นในปี
พ.ศ. ๒๔๑๙ ได้
	ข้อมูลที่ขัดกันเช่นนี้ ผู้อ่านที่รู้ประวัติศาสตร์ไม่ต้องส่องดูพระและเหรียญให้เสียเวลา แค่ใช้ดุลยพินิจอย่างง่ายๆ ก็สามารถบอกได้ว่าพระสมเด็จองค์นี้เป็นประเภทใด
	ของจริงหรือของเล่น ?

หนังสืออ้างอิง : เหรียญบนแผ่นดิน ร.๕ : ชัชวาล วูวนิช พ.ศ. ๒๕๔๙