เรื่องเก่าเล่าใหม่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ - ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๓
หน้า 1 2 3 4
๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
พระธรรมถาวร (ช่วง จันทโชติ)

ที่มา
บทความเรื่อง	พระธรรมถาวร (ช่วง จันทโชติ)
โดย			เภา ศกุนตะสุต

หนังสือพระเครื่องปริทัศน์
ฉบับที่ ๑๕ หน้า ๗-๑๐
วันที่วางจำหน่ายไม่ปรากฏ ประมาณเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗
..............................
พระธรรมถาวร (ช่วง จันทโชติ) วัดระฆังโฆสิตาราม ท่านเป็นบุตร นายขำ นางจันทน์ สิงหเสนี เกิด ณ วันจันทร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๘๖ ที่ตำบลบางระบาด อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดากันอีก ๓ คน คือ นางเปลี่ยน นายชิด และนายปลั่ง บิดามารดามีอาชีพทำสวน เมื่อวัยเด็กท่านเป็นคนขยันขันแข็ง ร่างกายสมบูรณ์ ได้เป็นกำลังช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพ มีจิตใจไปในทางกุศล ไม่ชอบทำเวร ทำกรรม ว่านอนสอนง่าย พอมีอายุได้ ๓ ปี นำขำบิดา ซึ่งเป็นศิษย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) วัดระฆังฯ สมัยแต่ยังเป็นพระมหาโต ได้นำท่านมาฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาพระปริยธรรม แต่ครั้งสมเด็จโต ยังดำรงตำแหน่งเป็นพระธรรมกิติ ทั้งนี้ด้วยเห็นนิสัยบุตรคนนี้ว่า เป็นคนใจบุญ ใจกุศล สมเด็จโต ดูลักษณะท่านแล้วทำนายว่า เด็กคนนี้มีวาสนาทางพระถึงขั้นพระราชาคณะ ฉันยินดีรับอุปถัมภ์ นายขำบิดาท่านได้ฟังคำทำนายก็รู้สึกตื้นตันใจในวาสนาของบุตร นับได้ว่า สมเด็จโตเป็นพระอาจารย์ของบิดาแล้วยังได้มาเป็นพระอาจารย์ของท่านอีกชั้นหนึ่ง เป็นกำลังใจให้ท่านเล่าเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียรแลจิตมุ่งที่จะอุปสมบท การเล่าเรียนของท่าน สมเด็จโตออกปากว่า "เจ้าช่วง เอ็งมีสติปัญญาสอนง่ายกว่าเจ้าขำพ่อของเอ็ง" สมเด็จโตมีวิชาสิ่งใด ก็ถ่ายทอดให้ท่านด้วยความเอ็นดู ครั้นพอายุครบบวช สมเด็จโตเวลานั้นได้มับสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์เอนกสถานปรีชา เป็นอธิบดีสงฆ์ วัดระฆังฯ แลเป็นเจ้าคณะใหญ่หอกลาง ได้เรียกนายขำบิดาท่านมาถามว่า "ฉันจะบวชให้เจ้าช่วง เอ็งคิดจะให้บวชที่วัดระฆังนี่หรือจะเอาไปบวชที่วัดมณฑปในคลองบางระบาดบ้านเอ็ง สำหรับเจ้าช่วงคนนี้ มันจะไปบวชวัดไหน ฉันก็จะต้องไปนั่งเป็นพระอุปัชฌายะ" นี่แสดงให้เห็นว่า ท่านได้รับใช้สมเด็จ จนสมเด็จเมตตาแก่ท่านเพียงไร ในที่สุดนายขำบิดาท่านก็กราบเรียนว่า ขอให้บวชที่วัดมณฑปเพราะญาติโยมผู้เฒ่าผู้แก่อยู่ใกล้วัดนั้นมาก สมเด็จโต ได้ฟังก็ตกลงด้วยความยินดี ด้วยท่านจะได้มีโอกาสพบกับชาวบางระบาด ตลิ่งชัน แลโดยเฉพาะท่านสมภารสอน วัดมณฑป ก็เป็นศิษย์ของท่าน เคยไปรุกขมูลธุดงค์กับสมเด็จโต ถึงนครวัด ประเทศเขมร ส่วนทางด้านพม่า ก็ไปถึงพระเจดีย์ชเวดากอง นครร่างกุ้ง จัดว่าเป็นศิษย์รุ่นเก่าที่ใกล้ชิดไว้วางใจ ดังนั้นจึงกำหนดงานอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดมณฑป คลองบางระบาด ณ วันพุธ เดือน ๗ แรม ๑๐ ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๗ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ เป็นพระอุปัชฌายะ พระครูปลัดสุวัฒน์สมณาจารย์ (มิศร์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสอน วัดมณฑป เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า "จันทโชติ" แปลว่า ได้ครองผ้าเหลืองมีรัศมีผ่องใสดังแสงจันทร์ สมกับที่ท่านเกิดวันจันทร์ โฉมตรู แล้วมาบวชวันพุธ นงเยาว์ ตามพระบัญชาของสมเด็จโต พระอุปัชาฌายะ ครั้นอุปสมบทแล้ว ได้ทำอาจาริยะวัตรที่วัดมณฑป ๗ วัน ก็กลับมาอยู่ที่วัดระฆังฯ เรียนปริยัติธรรมในสำนักสมเด็จโต พระอุปัชฌายะ จนมีความรู้แลปฏิบัติเคร่งครัดต่อธรรมวินัย แต่ไม่ได้เข้าแปลเป็นเปรียญ หรือท่านจะถือแบบสมเด็จโต กล่าวคือให้มาเทียบเปรียญให้เอง ก็ยังสืบไม่ได้ความ คนรุ่นเก่าเคยเล่าว่า ท่านเก่งทางหนังสือ ทางเทศน์ สวดมนต์แม่นยำพระปาฏิโมกข์ มหาชาติชาดำ เทศได้กัณฑ์ สุ้มเสียงไพเราะจับใจ มีคนนิยมมานิมนต์มิได้ขาด เรื่องทางไสยศาสตร์เวทย์มนต์ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าเก่งขนาดไหน ท่านถ่ายทอดไว้จากสมเด็จโต จนหมดสิ้นไส้พุงทีเดียว แต่ท่านไม่เคยคุยโอ้อวดแต่อย่างใด ความรู้ทางช่างก็ชัดเป็นช่างฝีมือ ทำงานละเอียด ประณีตบรรจง ทางแพทย์แผนโบราณก็เป็นที่พึ่งได้ทั้งชาววัดชาวบ้านเป็นอย่างดี ครั้นปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูธรรมรักขิต (พระครูฐานานุกรมของสมเด็จโต) ปีวอก พ.ศ. ๒๔๒๗ ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระปลัด ของเจ้าคุณพระญาณวิริยะ (บุตร) ตอนนี้สมเด็จโตมรณภาพแล้ว ปีขาล พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูปลัด ของหม่อมเจ้าพระพุทธปบาทปิลันท์ธรรมเจดีย์ (หม่อมเจ้า ทัด เสนีวงศ์) ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูปลัดสุวัฒน์ศีลคุณ ของหม่อมเจ้าพิมลธรรม (ทัด) ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูปลัดสุวัฒน์สมณาจารย์ ของสมเด็จพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัดฯ) ปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระธรรมถาวร แลได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ มีคนมาให้ท่านบวชเป็นจำนวนมาก ด้วยท่านมีอัธยาศัยสุภาพอ่อนโยน มีความสำรวม ไม่สะสมทรัพย์สิน ไม่เห่อเหิม ลาภ ยศ ไม่ถือชั้นวรรณะ ช่วยสงเคราะห์แก่คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วยความเมตตาจิต ตามกำลังความสามารถที่ช่วยได้ สมกับคำทำนายของสมเด็จโต ที่ว่าเด็กคนนี้จะได้เป็นถึง พระราชาคณะ ในงานทำบุญอายุครบ ๘๐ ปีของท่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ท่านได้รวบรวมผง ๑๐๘ เกสรดอกไม้ เศษอาหารที่เหลือจากฉันเอามาสร้างพระผงตามตำราของสมเด็จโต พระอุปัชฌายะของท่าน ปลุกเสกด้วยตนเองถึง ๗ วัน ๗ คืน พระสมเด็จของท่านนั่งสมาธิ ๓ ชั้น หมายถึง ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง หรือจะเรียกพระรัตนตรัยก็ได้ มีประสพการณ์ทางเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด ผู้เขียนเคยได้เห็นจาก เจ้าคุณพระธรรมทานาจารย์ (แนบ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังเอามาให้ดู ด้วยเจ้าคุณธรรมถาวร (ช่วง) เป็นอาจารย์ของท่านมอบให้ไว้ บอกว่า ขณะที่ทำชิ้นนี้ ได้เอาผง ๑๐๘ ของสมเด็จโตอุปัชฌายะของท่านที่เก็บไว้ผสมด้วย ท่านมั่นใจได้ว่าดีจริง ๆ เวลานี้ใครเห็นก็ต้องว่าเป็นของสมเด็จโต สร้าง ต่อมาในงานทำบุญอายุครบ ๗ รอบ ๘๔ ปี ท่านได้สร้างพระสมเด็จทำด้วยโลหะทองเหลือง โดยร่วมกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆัง ปรากฎผลว่า ดีทางคงกระพันชาตรี ขนาดลงน้ำ ปลิงไม่เกาะ เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ พระสมเด็จวัดระฆัง รุ่นทองเหลืองนี้ ได้มีอาจารย์มาเข้าพิธีปลุกเสกเท่าที่จำได้มี เจ้าคุณสุนทาสมาจาร (พรหม) วัดกัลยาณมิตร, พระครูสวรรค์วิถี (แสง) วัดนครสวรรค์, พระครูภาวนาภิรมย์ (พลอย) วัดเงิน คลองบางพรหม ธนบุรี, เจ้าคุณทักษิณคณิศร (สาย) วัดอินทาราม พลาดพลู, หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง บางขุนเทียน, พระครูธรรมจริยาภรณ์ วัดคหบดี, พระครูพุทธวิถีนายก (บุญ) วัดกลางบางแก้ว นครไชยศรี, พระครูวิมลศีลาจาร (ช่วง) วัดปากน้ำ แควอ้อม อ. อัมพวา สมุทรสงคราม, พระครูถาวรสมณศักดิ์ (คง) วัดนางสาว อ. กระทุ่มแบน สมุทรสาคร,พระครูรัตนรังษี (พุ่ม) วัดบางโคล่นอก, พระมงคลทิพยมุนี วัดทองธรรมชาติ, พระครูถาวรสมณวงศ์ (อ๋อย) วัดไทรย์ บางขุนเทียน,พระครูประศาสน์สิขกิจ (พริ้ง) วัดบางประกอก ราษฎร์บูรณะ, พระครูธรรมสารรักษา (พริ้ง) วัดดอนบุบผา อ. ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี, หลวงพ่อใหม่ วัดเขาทะโมน เพชรบุรี, พระวิสุทธิรังษี (ปลี่ยน) วัดใต้ กาญจนบุรี ฯลฯ เจ้าคุณธรรมถาวร ได้อาพาธด้วยโรคชรา กระเสาะกระแสะเรื่อย ๆ มา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๖ ครั้งถึงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ อาการกำเริบถึงขีดสุด เหลือความสามารถที่แพทย์จะเยียวยาได้ ได้ถึงมรณภาพโดยอาการสงบเมื่อเวลา ๒๑ น. เศษ คำนวณอายุได้ ๙๒ โดยปี พรรษา ๗๐ พรรษา ท่านได้เป็นพระราชาคณะที่พระธรรมถาวร แปลว่า มั่นคงอยู่ในธรรมะ เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับท่านอย่างยิ่ง ด้วยท่านเป็นพระเถะรที่สมบูรณ์ด้วยเถรสมบัติ มั่นคงอยู่ในพรหมจรรย์ เนกขัมมปฏิบัติ จริยาวัตรน่าเลื่อมใส ตั้งอยู่ในสมณสังวร เจรจาไพเรา สุภาพ สงบเสงี่ยม เป็นกันเองแก่คนทั่วไป เคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผน ธรรมวินัย อบรมสั่งสอนให้คนชั่วกลับตัวเป็นคนดีมีตัวอย่างเป็นอันมาก วันหนึ่ง ๆ ท่านจะต้องนั่งทางวิปัสสนาธุระไม่น้อยกว่า ๓ ชั่วโมง เป็นผู้ไม่ประมาท จึงทำให้มีอายุยืนยาวถึง ๙๒ ปี จัดว่าสมบูรณ์ด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ ควรแกการยกย่อสรรเสริญ แม้จะมรณภาพไปนานแล้วก็ตามก็ยังเป็นที่กล่าวขวัญตลอดมาจนทุกวันนี้ ในรูปภาพเด็กชายถือพัดด้านซ้ายของสมเด็จโตตามรูปถ่ายนั้น มีคนบอกว่าเด็นชายคนนั้นแหละคือ เจ้าคุณธรรมถาวร (ช่วง) จะเท็จจริงประการใด ผู้เขียนไม่อาจยืนยันได้ อันคำว่ายืนยันนี้เป็นคำพูดที่เป็นปัญหาที่น่าคิดว่า ถ้ายันในที่แข็งก็ยันอยู่ ถ้ายันในที่เหลว เห็นจะยันไม่ไหวแน่ ที่เขียนมาเพื่อเป็นแนวทางว่าที่เขาบอกเราว่ายืนยัน หมายความว่ายันที่แข็งหรือเหลวกันแน่ ประเดี๋ยวจะไปพลาดท่าเขานะ คาถามหานิยมที่ท่านเจ้าคุณธรรมถาวร (ช่วง) ใช้เป็นประจำท่องว่า นาสังสิโม สังสิโมนา ถ้าเขาไม่มา เราต้องไปหาเขาเอง คาถาบทนี้ไช้ได้ผลดีจริง ๆ จะมัวรออยู่ก็คงไม่ได้พบกัน สุดท้ายนี้ขอเรียนว่า ใครแขวนพระวัดระฆังชื่อเสียงจะโด่งดังไม่รู้สิ้นไม่รู้สุด จึงขอยุติไว้เพียงแต่เท่านี้ อธิษฐานให้ท่านผู้อ่านประสพโชคดีทุก ๆ ท่าน
๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง ตอนที่ ๓ (จบ)

บทความเรื่อง	ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง
เรื่อง	: เกษร  สิทธิหนิ้ว
ภาพ	: บุญกิจ สุทธิญาณานนท์

นิตยสารสารคดี
ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒๕๑ มกราคม ๒๕๔๙
หน้า ๕๗-๗๕
..............................
ตอนที่ ๓ จากช่างซ่อมนาฬิกามาเป็นเซียนพระ เฮียบิ ท่าพระจันทร์ เฮียบิ ท่าพระจันทร์ เป็นหนึ่งเซียนพระที่คนในวงการให้การยอมรับนับถืออย่างกว้างขวาง เขาเริ่มต้นการงานในชีวิตด้วยการเป็นช่างซ่อมนาฬิกา จนเมื่อเข้าเป็นทหารเกณฑ์เมื่ออายุราว ๒๑ ปี จึงได้เริ่มสนใจพระเครื่อง โดยหลังจากปลดทหารกลับมาเป็นช่างซ่อมนาฬิกาอยู่แถววงเวียนเล็ก ก็พาตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่ในวงการพระเครื่องอย่างจริงจัง เฮียบิใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์จากสนามจริงนานหลายสิบปี กระทั่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องพระเครื่องอยู่ในระดับแถวหน้า "สนามพระสมัยก่อนมันก็เป็นเหมือนที่ชุมนุมของคนเล่นพระ มานั่งออ ๆ กันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ แผงร้านค้าก็กระจายกันอยู่ตรงโน้นตรงนี้ ผู้ชายเยอะ ผู้หญิงแทบจะไม่มีเลย ส่วนใหญ่มีพระอยู่กับตัว เช่ามาก็ใส่กระเป๋าไว้ เจอเพื่อนฝูงก็เอามาแลกกันดู สมัยก่อนยังไม่มีกล่องพระ ก็เอาพระใส่ในกล่องบรู๊กแลกซ์ (ยาถ่ายพยาธิ) กล่องเล็ก ๆ เอาฟองน้ำมาติดเอง บางทีพระสมเด็จเราก็ต้องใช้กล่องอย่างนี้ ตอนหลัง ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าหนีบ ต่อมาก็เป็นกล่องสแตนเลส ทุกวันนี้มีอุปกรณ์พระเครื่องเยอะมาก "สมัยนั้นผู้ใหญ่ใจดี อาจารย์ต่าง ๆ เวลาเขามีพระสมเด็จ มีพระดี ๆ เขาจะเอามาให้เราดู ยื่นให้ดูเลย "เอ้า บิ มึงดูเลยนี่" อย่างนี้ เราก็มานั่งดู นั่งพิจารณาไป พยายามจำพิมพ์ให้ได้ แล้วก็มาดูเนื้อ เวลาดูพระซ่อม เฮียจ้ำ สะพานควาย เขาเป็นคนสอนเราเองว่า ถ้าจะดูว่าเป็นพระซ่อมหรือเปล่าให้ตะแคงดูเงา พระที่ซ่อมกับไม่ซ่อมเงามันจะต่างกัน ถ้าซ่อมมันจะมีเส้นเงา นี่คือการดูด้วยตาเปล่า เรียกว่า เล่นแสง คือตะแคงเล่นแสง จากนั้นก็เข้ากล้องส่องให้ละเอียดเลยทีนี้ เน้นเป็นจุด ๆ ไป ถ้าใช่ก็จับ (ตกลงซื้อ) เลย สมัยนั้นมีผู้รู้ มีอาจารย์เยอะ เขาสอนโดยไม่ปิดบัง ต้องดูอย่างนี้ ๆ เราก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไป เรียนรู้จากคนอื่นเยอะ สมัยก่อนก็แค่ดูพิมพ์ดูเนื้อ รูปที่ลงในหนังสือรุ่นเก่า ๆ ก็เป็นรูปขาวดำ ไม่ชัดเท่าไร สมัยนี้มีหนังสือที่ลงรูปถ่ายชัดเจน พิมพ์สี่สี ช่วยให้ดูง่ายขึ้น เรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเยอะ "กว่าจะเชี่ยวชาญก็ต้องผ่านอะไรมามาก พลาดไปก็หลายครั้ง พระเก๊นี่ก็โดนกันทุกคน เมื่อก่อนนี้มีเป็นกองเลย โดนมาก็ซุก ๆ ไว้ ถือว่าพลาดเป็นครู เราเรียก "องค์ครู" ประมาทเมื่อไรเสร็จทุกที ต้องใจเย็น ๆ รีบร้อนไม่ได้ "เดี๋ยวนี้งานประกวดพระจัดบ่อยเกินไป เห็นโบร์ชัวร์มาเมื่อไรก็บอกว่าการกุศล คนในวงการนี้พอบอกว่าเป็นการกุศลก็ไปช่วยอยู่แล้ว ตัวเราไม่ค่อยได้ไป คนในวงการเขาก็ว่า ไม่ไปช่วยงานเลย เพราะงั้นนาน ๆ ทีก็ไปให้เห็นหน้าหน่อย ไม่งั้นคนจะลืม ไปเจอเพื่อนฝูงบรรยากาศเก่า ๆ "วัน ๆ มีคนเอาพระมาให้ดูเยอะมาก ถ้าแท้ก็บอกว่าเท้ แต่ถ้าเก๊ เราจะไปบอกตรง ๆ ว่าเก๊ไม่ได้ เพราะอาจจะโดนคนที่ขายพระองค์นี้มาเล่นงานเอาได้ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ต้องหาทางเลี่ยงให้ดี เลี่ยงให้สวย เช่น ดูน่าจะดีนะ เข้าท่านะ หรือไม่งั้นก็ ลองไปให้หลาย ๆ คนดูหน่อย ชุดนี้ผมไม่ถนัด บางคนก็อยากให้เราพูดชัดว่าเก๊ ซึ่งเราพูดไม่ได้ คนที่เอาพระมาให้ดูต้องรู้เอาเอง อย่างคุณเอาของมาแล้ว ผมไม่ซื้อคุณเนี่ย คุณต้องพิจารณาเองแล้ว หรือไม่งั้นคุณอาจจะลองเอาไปให้หลาย ๆ คนดู ถ้าเขาไม่ซื้อก็พิจารณาเอาก็แล้วกัน แต่เราจะไปบอกเขาตรง ๆ ไม่ได้ เดี๋ยวมากเรื่อง "การจะอยู่ในวงการได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราทำตัวอย่างไร ถ้าเราไปเอารัดเอาเปรียบเพื่อนฝูง เขาคงไม่คบ คล้าย ๆ น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ถ้าใครโกงนี้ ไปเร็วมาก แป๊บเดียวรู้กันหมด บางคนพอถูกจับได้ก็หายไปจากวงการเลย ไม่กล้าเข้ามาอีก คล้าย ๆ กับว่าละอายใจ จริง ๆ แล้วพลาด ครั้งหนึ่งกลับมาแก้ตัวใหม่อาจดีขึ้นได้ แต่บางคนไม่ปรับปรุงตัว ครั้งแรกพลาดทำไม่ดี เขายังให้อภัย ครั้งที่ ๒ ก็หยวน ๆ พอครั้งที่ ๓ เรียบร้อยแล้ว เราอยู่ในวงการ ต้องเล่นให้มีศักดิ์ศรี เล่นระดับแท้ ๆ อย่าไปซี้ซั้ว อย่าต้มตุ๋นคนอื่น จะอยู่ได้ อันไหนซื้อมาแล้วยังขายไม่ออกก็เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวก็ขายได้ ถ้าเป็นของแท้ ยังไงก็ขายได้"
..............................
พระเครื่องและผ้าถุงแม่ : เครื่องรางกลางสนามรบ พล.ต. อุทัย มีกาหลง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ทหารไทยไม่ว่ายุคสมัยไหน เมื่อคราวออกรบมักจะหา "ของดี" พกติดตัวไปด้วย พลตรี อุทัย มีกาหลง ใช้ชีวิตอยู่กลางสนามรบในสงครามเวียดนามช่วงปี ๒๕๑๓-๒๕๑๔ เมื่อรอดปลอดภัยกลับมาก็เข้าทำงานในองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจนถึงปัจจุบัน "ทหารเหมือนรั้วบ้าน ไม่ว่ายุคไหน ศึกสงครามเกิดขึ้นตลอด ตอนไปรบในสงครามเวียดนาม ทหารไทยทุกคนจะมีพระเครื่องแขวนคอไปด้วย ตอนผมไปก็มีสมเด็จพระพุทธชินราชองค์หนึ่งและเหรียญหลวงพ่อเต๋ คงทอง ซึ่งเป็นพระที่ผมนับถือมาก และแม่ก็ยังฉีกชายผ้าถุงให้เอาไปด้วย ท่านว่า ให้เอากลับมาคืนด้วย คล้าย ๆ กับว่า เป็นความเชื่อมั่นว่าเราจะไม่ตาย ต้องเอากลับมาคืน ก็รู้สึกตื้นตันใจมาก คิดถึงแม่ตลอด "อยู่กลางสนามรบ เราไม่รู้ว่าจะถูกลูกกระสุนหรือไม่ เมื่อไร นอนตรงโน้นก็ตูม นอนตรงนี้ก็ตูม ลูกระเบิดมันลงมารอดไปได้วัน ไ ก็นึกว่า อึม เรารอดเพราะคุณพระคุณเจ้าช่วย ไม่ได้ท่องหรอกชินบัญชร เพราะว่ายาวเหลือเกิน ผมเอาพระแขวนคอ อาราธนาคุณพระให้คุ้มครอง ชายผ้าถุงแม่ก็เก็บไว้ในกระเป๋า พกติดตัวไว้ตลอด บางคนก็มีผ้ายันต์ ได้จากอาจารย์ที่นับถือ เป็นผ้ายันต์สีแดง มีลายอักขระขอมโบราณ ถ้าเป็นเสื้อยันต์ก็สวมไว้ ผ้ายันต์ก็ผูกแขนหรือเก็บใส่กระเป๋า ตะกรุดก็เอาแขวนไว้ที่เอว บางคนห้อยพระเป็นพวงเต็มคอเลย ๒๐-๓๐ องค์ อย่างหนักเลย ยังคุยกับเขาเลยว่า นี่เพื่อนถ้ารอดตายจะรู้ไหมว่าองค์ไหนช่วย แต่ก็นั่นแหละ พกไปแล้วมันอบอุ่นใจว่า ไม่ตาย ไม่เป็นไร เราทำงานเพื่อประเทศชาติ ทำความดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องคุ้มครอง แต่หลายคนที่พกพระก็ตายได้ เขาเรียกว่าหมดบุญ "พื้นที่ที่อันตรายมาก ๆ มีพวกเวียดกงมาก ๆ เรียกว่าพื้นที่ดุ ทหารอเมริกันไม่ไปกันหรอก จะให้ทหารไทยไป ฝรั่งเห็นทหารไทยไปรบทีไรมันไม่ตาย ไม่ค่อยจะบาดเจ็บ แต่ของเขาไปทีเราก็เจอแจ็คพ็อตทุกที แต่ทหารไทยลุยถั่วไปเรียบร้อย ไม่เป็นไรหรอก สูญเสียบ้างเล็กน้อย ไม่ถึงกับตาย แคล้วคลาด จริง ๆ นะเรื่องนี้ คล้าย ๆ กับว่าจิตใจเราเชื่อมั่นว่าคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเรา เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจริง ๆ ตอนที่ผมไป ผมเชื่อมั่นว่าคุณพระต้องคุ้มครอง ไม่เป็นไรนะ แต่ต้องทำความดีด้วย พระถึงจะคุ้มครองเราจริง "ทหารอเมริกันก็มานิยมพระเครื่องตามเราเยอะเลย เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ตอนกินข้าว ตอนพักผ่อนอยู่ในเต็นท์ ทหารไทยถอดเสื้อออกมา พระเต็มคอเลย บางคนเสื้อยันต์แดง แถมมีกระเป๋าเต็มตัว ในกระเป๋าก็มีพระอีก ฝรั่งเลยขอเช่าไปบ้าง เขาก็กลัวเหมือนกัน อยากมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้มั่นใจว่าจะปลอดภัย มีสิ่งที่คุ้มครองตัวเขาได้ บางคนรักชอบกันก็ให้ด้วยน้ำใจ แต่ทหารไทยบางคนก็ลูกเล่นแพรวพราวเหมือนกัน บางคนเอาพระที่ไม่ได้ปลุกเสกให้ไป พระที่ไปกวาดมาจากท่าพระจันทร์บ้าง ไอ้กันมันไม่รู้หรอกว่าพระดีหรือไม่ดี ขอให้มีพระแขวนคอก็แล้วกัน อุ่นใจละ ระหว่างพักรบก็ยังเอาพระมาดูกันเลย ยังว่า เฮ้ย เอาพระปลอมมาแขวนนี่ "พระเครื่องเป็นของขวัญอย่างหนึ่งที่มีค่ามาก ทั้งปกปักรักษาและเตือนใจให้เราทำความดี ทหารไทยที่นับถือศาสนาพุทธ พกพระไปทุกคน นี่แหละเป็นกำลังใจที่แท้จริงของทหารไทย"
..............................
พระเครื่องไทยไปนอก ถ้ามาเดินวันเสาร์-อาทิตย์จะเห็นบ้าง แต่เขาไม่ให้ถ่ายรูปนะ เวลาให้สัมภาษณ์จะให้ลูกน้องเป็นคนให้สัมภาษณ์แทน" พนักงานร้านถ่ายรูปพระเครื่อง "เชษฐ์ โฟโต้" ในศูนย์พระเครื่องพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วานบอก ในแวดวงธุรกิจพระเครื่อง ชื่อของนายไรท์ กอต วิน กำลังเป็นที่จับตามมองอย่างยิ่ง ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า ไรท์ กอต วิน เป็นใครมาจากไหน ที่รู้คือเขาเป็นลูกค้าคนสำคัญของเซียนพระใหญ่ ๆ ที่ใคร ๆ ก็อยากจะ "ทำธุรกิจ" ด้วย เล่ากันว่า เสาร์-อาทิตย์ จะมีเศรษฐีแต่งตัวแบบเจ้าพ่อฮ่องกงเดินทางมาสำรวจตลาดพระในเมืองไทยอยู่ตามศูนย์พระเครื่องใหญ่ ๆ ข้างกายเขามีบอดี้การ์ดในชุดดำ ๓-๔ คนขนาบข้าง เขาไม่ยอมให้ถ่ายภาพ ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ นายหน้าที่ติดต่อเป็นธุระจัดหาพระเครื่องให้เขา ให้ข้อมูลว่า ในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา นายไรท์ กอต วิน กว้านซื้อพระเครื่องจากเมืองไทยไปเป็นมูลค่านับร้อยล้านบาท พระสวย ๆ หลายองค์ก็เข้าไปอยู่ในคอลเล็กชั่นส่วนตัวของเศรษฐีรายนี้ สายข่าวบางรายบอกว่า การกว้านซื้อพระเครื่องเหล่านี้ก็เพื่อทำพิพิธภัณฑ์ที่ฮ่องกง แต่บางเสียงก็แย้งว่า "เขาไม่เคยถ่ายรูปมาให้ดูนะว่าทำจริงหรือเปล่า" แม้จะหาข้อเท็จจริงไม่ได้มากนักเกี่ยวกับนักเลงพระหน้าใหม่รายนี้ แต่คนในวงการพระเครื่องหลายคนก็พูดตรงกันว่า พระเครื่องไทยจำนวนมากถูกส่งออกไปต่างประเทศเช่นเดียวกับ "ของเก่า" อย่างอื่น ๆ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่าธุรกิจพระเครื่องไม่ได้เฟื่องฟูแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่กำลังแพร่หลายอยู่ในต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง หรือแม้แต่ยุโรปและสหรัฐฯ โดยเฉพาะในย่านที่มีคนเอเซียอาศัยอยู่ ความนิยมพระเครื่องที่แพร่ขยายไปยังชาวต่างชาตินี้ ทำให้บริษัททัวร์หลายแห่งถึงกับบรรจุ "ตลาดพระเครื่อง" เป็นหนึ่งในโปรแกรมท่องเที่ยวเลยทีเดียว "ความนิยมเกิดจากคนไทยที่ไปอยู่ในประเทศนั้น ๆ มากกว่าครับ แล้วแพร่หลายต่อ ๆ กันไป อย่างในวันหยุดในหลาย ๆ ที่ซึ่งเป็นแหล่งพบปะของคนไทย จะมีการนำพระมาแลกกันดู เช่าบูชากันต่อ คนชาติอื่นที่สนใจก็มาดู มาเช่า สะสมต่อ ๆ กันไป ที่สิงค์โปร์ตอนนี้มีแผงพระเครื่องอยู่กว่า ๓๐๐ แผง แรงงานไทยอยู่ที่นั่นเยอะครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีอินเตอร์เน็ต คลิกเดียวส่งถึงบ้าน ก็ยิ่งสะดวก พระเครื่องจะถูกส่งออกไปมากน้อยแค่ไหนไม่มีใครทราบจำนวนที่แน่นอน แต่ถึงไปมาก พระสร้างใหม่ก็มากกว่าที่ไปอยู่ดี รับรองไม่หมดไปจากประเทศไทยหรอกครับ "โจ้ อิศวเรศ เจ้าของเว็บไซต์ www.amuletcenter.com ให้ความเห็น
..............................
พจนานุกรมเซียนพระ ตกควาย ขายผิดราคา เช่น ควรขายได้ในราคา ๔ แสนบาท แต่กลับขายเพียง ๒ หมื่นบาท สหลูตู๋ เป็นคนไม่ได้เรื่อง ไว้ใจหรือเชื่อถือไม่ได้ คนในวงการไม่ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ ผีสนาม คนที่คอยไปเดินดูตามตลาดพระว่าวันนี้มีพระองค์ไหนเข้าตลาดบ้าง ถ้าเจอว่ามีใครเอาพระใหม่มาปล่อย ผีสนามจะพาเจ้าของพระไปหาเซียนพระที่รับซื้อ ไทเกอร์ มีที่มาจากสุภาษิตที่ว่า จับเสือมือเปล่า หมายถึงขายพระโดยไม่ต้องลงทุน ไปยืมของเพื่อนมาปล่อย ได้กำไรเอง นั้ง หุ้นกัน ถ้าจะซื้อพระแต่เงินไม่พอ เซียนพระจะชวนเพื่อนมาหุ้นกัน พอขายได้ก็แบ่งกำไรกันตามหุ้น ตกรถ เกาะไม่ติด ถูกเขี่ยตกขบวนที่คนอื่น ๆ ร่วมกันนั้ง แห่ เอาพระไปเช็กกับเซียนพระอย่างน้อย ๕-๖ คน เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นพระแท้ เล่านิทาน แต่ประวัติที่มาของพระเครื่องว่าเป็นของเก่าจริงหรือมีประสบการณ์ เพื่อสร้างมูลค่า เปลี่ยนหน้าพระ เปลี่ยนไปเล่นหรือสะสมพระประเภทอื่น เช่นจากที่เคยสนใจพระสมเด็จ ก็ไปสนใจพระผงสุพรรณ องค์ครู พระปลอมที่เก็บไว้ศึกษา อยู่กับก๋ง/เฝ้าตู้ พระที่ขายไม่ออก ค้างเติ่งอยู่ในตู้นานหลายปี
๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง ตอนที่ ๒

บทความเรื่อง	ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง
เรื่อง	: เกษร  สิทธิหนิ้ว
ภาพ	: บุญกิจ สุทธิญาณานนท์

นิตยสารสารคดี
ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒๕๑ มกราคม ๒๕๔๙
หน้า ๕๗-๗๕
..............................
ตอนที่ ๒ "การตลาด" ในโลกพระเครื่อง ทุกวันนี้ หากจะหาคนที่พกตะกรุด ผ้ายันต์ ผ้าประเจียด เป็นเครื่องรางประจำตัว คงหาได้ยากเต็มที แต่เชื่อว่าคนรอบข้างเราต้องมีใครสักคนที่มีพระเครื่องห้อยคออยู่เป็นแน่ รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ว่า "วงเงินหมุนเวียนในธุรกิจพระเครื่องและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในปี ๒๕๔๖ มีมูลค่าสูงถึง ๑ หมื่นล้านบาท ธุรกิจเหล่านี้ยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี ๒๕๔๘ คาดว่าจะมีมูลค่าถึง ๒ หมื่นล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ ๑๐-๒๐ ต่อปี" อาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมพระเครื่องของคนไทยยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี และเพราะ "ปรากฏการทางสังคม" ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยเจตนารมณ์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจากสภาวะทางเศรษฐกิจ การเมือง และพื้นฐานทางวัฒนธรรมของสังคมนั้น ๆ ก็น่าสนใจว่า ปรากฏการณ์ที่พระเครื่องก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดเครื่องรางของขลังในวัฒนธรรมไทยนั้น มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ ในงานสัมมนาทางวิชาการประจำปีของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายนที่ผ่านมา ฉลอง สุนทราวาณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอภิปรายในหัวข้อ "จากเกจิท้องถิ่นสู่ภูมิภาค : พระเครื่องกับอาชญากรรมและความรุนแรงในสังคมไทย หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒" ได้เสนอประเด็นที่น่าสนใจว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระเครื่องได้รับความนิยมแพร่หลายในสังคมในยุคแรกมีอยู่หลายประการ ตั้งแต่เทคโนโลยีการทำเหรียญกษาปณ์ที่เข้ามาในเมืองไทยราวปี ๒๔๐๑ (สมัยรัชกาลที่ ๔) ซึ่งส่งผลให้เกิดการผลิตเหรียญพระเครื่องของพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบขึ้นตามมา ความตื่นตัวในการศึกษาโบราณสถาปัตยกรรมทางศาสนาและการสะสมโบราณวัตถุในหมู่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในเมืองที่นำไปสู่การขุดค้นโบราณสถาน และทำให้มีการค้นพบพระพิมพ์โบราณจำนวนมาก ความรุนแรงทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเช่น กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ กรณีวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ. ๑๑๒ ที่ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดวิตกและไม่มั่นใจในสวัสดิภาพและความปลอดภัย "ในขณะที่ความรุนแรงจากภัยคุกคามและปัญหาความมั่นคงภายในเป็นแรงหนุนส่งทำให้ความต้องการเครื่องรางคุ้มกันภัยเพิ่มสูงขึ้น เทคโนโลยีการทำพระเครื่องแบบใหม่ ๆ และการค้นพบพระพิมพ์โบราณจากกรุตามโบราณสถานทางศาสนา ไม่เพียงเพิ่มปริมาณของพระเครื่อง สนองตอบกระแสความต้องการนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความหลากหลายรูปแบบพระเครื่องที่เป็นทางเลือกและสีสัน มีทั้งพระกรุโบราณ พระพิมพ์ที่ทำขึ้นใหม่ พระหล่อโลหะแบบโบราณ เหรียญพระเครื่องและเหรียญเกจิที่ทำตามกรรมวิธีแบบตะวันตกทำให้ความนิยมพระเครื่องแพร่หลายตามลำดับ" ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาทำให้ความนิยมพระเครื่องสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้น เครื่องรางของขลังอื่น ๆ เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ เขี้ยวเสือ ก็ยังได้รับความนิยมกันอยู่อย่างแพร่หลาย กระทั่งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี้เองที่พระเครื่องเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจนกระทั่งก้าวขึ้นสู่สถานะความเป็น "สุดยอด" เครื่องรางไทย เบียดขับเครื่องรางประเภทอื่น ๆ ออกไปจาก "วัฒนธรรมเครื่องรางไทย" เกือบสิ้นเชิง ซึ่งฉลองวิเคราะห์ไว้ว่าน่าจะมีเหตุผลอย่างน้อย ๓ ประการ ประการแรก คือการมาถึงของ "กึ่งพุทธกาล" ใน พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งนำไปสู่กิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างพระเครื่องที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้นกว่าสมัยใด ๆ ประการต่อมา เกิดจากความตื่นตัวในการศึกษาพระเครื่องอย่างเป็นระบบ คือเริ่มมีการศึกษาพระเครื่องในฐานะที่เป็นเครื่องรางอย่างแท้จริง ด้วยวิธีการและการบรรยายเนื้อหาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องและตอบสนองต่อรสนิยมของชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ "งานเขียนที่สำคัญพวกนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการเล่าเรื่องราว "อภินิหาร" ของพระเครื่องอย่าดาด ๆ ทื่อ ๆ หวือหวา ก่อกระแสเร้าอารมณ์ให้ผู้คนหลงงมงายแต่เป็นการศึกษาอย่างจริงจัง อาศัยหลักวิชา และมุ่งยกระดับการศึกษาพระเครื่องอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เพียงเจาะทะลุทะลวงไปในหลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เป็นหลักฐานทางโบราณคดี ศิลปะ เอกสารประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีและมุขปาฐะอย่างกว้างขวาง เพื่อบรรยายประวัติการสร้างพระเครื่อง กรรมวิธีการสร้าง มวลสารที่ใช้ ประวัติการค้นพบและคุณวิเศษของเกจิอาจารย์ผู้สร้างอย่างละเอียดลออ ทำให้พระเครื่องมี "ประวัติศาสตร์" และ "ความจริงของการดำรงอยู่" มากกว่าการเป็นเพียงวัตถุและอำนาจลี้ลับที่จับต้องไม่ได้เท่านั้น แต่ยังมีความพยายามอย่างจริงจังหนักแน่นที่จะอภิปรายถกเถียงถึงคุณค่าของพระเครื่องอย่างเป็นเหตุเป็นผล" และสุดท้าย คือ ความนิยมในพระเครื่องที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงสงครามอันนำไปสู่การเกิด "ตลาดพระเครื่อง" ขึ้นมาเป็นครั้งแรก คำบอกเล่าส่วนใหญ่ให้ภาพตรงกันว่า สนามพระ หรือ ตลาดพระเครื่องแห่งแรกเกิดขึ้นที่ "บาร์มหาผัน" ซึ่งเป็นร้านกาแฟ อยู่ใกล้ ๆ โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยในช่วงแรกจะมีบรรดาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ มานั่งจิบกาแฟและพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับพระเครื่อง มีการนำพระมาแลกกันดูเฉย ๆ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนมือ และจากการใช้พระแลกพระก็เริ่มเปลี่ยนมาแลกด้วยเงิน แต่สมัยนั้นคำว่า "ซื้อ" "ขาย" ดูจะไปกันไม่ได้เลยกับพระเครื่องที่ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ดังนั้นจึงใช้คำว่า "เช่า" และ "ให้เช่า" แทน การเติบโตของตลาดพระเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานบาร์เล็ก ๆ แห่งนี้ก็ไม่เพียงพอสำหรับนักเลงพระที่มาชุมนุมกันมากขึ้น ๆ จึงพากันย้ายชุมนุมเข้าไปอยู่ในวัดมหาธาตุ "พอเข้าประตูวัดไป ก็เจอลานอโศก ช่วงนั้นใต้ต้นอโศกจะมีแผงพระเต็มไปหมดเลย วางกับพื้นบ้าง วางบนโต๊ะบ้าง แผงเล็กแผงน้อยประมาณ ๒๐ เจ้า ต่อมาคนเยอะขึ้นประมาณ ๓๐-๔๐ เจ้า ก็เริ่มขยายไปถึงรอบ ๆ วิหารน้อย เมื่อแถบวิหารน้อยเริ่มคับแคบไปก็รุกเข้าไปในเขตวัดอีก พอชักมั่วทางวัดก็เลยไล่ เพราะคนที่เข้าไปเล่นพระมีทั้งคนดีคนชั่ว" สุธน ศรีหิรัญ บรรณาธิการนิตยสาร ลานโพธิ์ (นิตยสารพระเครื่องที่มีอายุยาวนานที่สุดในเวลานี้) ผู้เคยคลุกคลีอยู่ในวงการพระเครื่องมาตั้งแต่ต้น บอกเล่าเรื่องเก่า ๆ ให้ฟัง หลังจากนั้น นักเลงพระก็แตกกันออกเป็น ๒ กลุ่ม หนึ่งนั้นย้ายมาอยู่ที่สนามพระวัดราชนัดดา อีกหนึ่งแตกไปอยู่ที่ตลาดท่าพระจันทร์ และต่อมาตลาดพระเครื่องก็ได้กระจายออกไปตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ แม้ในจังหวัดที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชน เช่น ยะลา นราธิวาส ปัตตานี ก็ยังพบว่ามีสถานที่ซื้อขายพระเครื่องด้วยเช่นกัน ๒๐ ปีที่ผ่านมาหลังการเกิดขึ้นของช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ที่ทันสมัยอย่าง มาบุญครอง พันธุ์ทิพย์พลาซ่า เดอะมอลล์ ตลาดพระส่วนหนึ่งก็ได้ย้ายขึ้นไปอยู่ในอาคารทันสมัยเหล่านี้ กลายเป็นตลาดพระติดแอร์ที่มักเรียกกันว่า ศูนย์พระเครื่อง พร้อมทั้งมีการปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอ "สินค้า" และการทำการตลาดที่ทันสมัยมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถพบตลาดพระเครื่องในโรงแรมระดับห้าดาว อาทิ "มณเฑียรพลาซ่า" ศูนย์พระเครื่องอันโอ่อ่าหรูหราซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมมณเฑียร นอกจากนี้ ตลาดพระเครื่องซึ่งเป็นแหล่งรวมพระเครื่องทุกรุ่น ทุกพิมพ์ที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ รวมถึงเป็นแห่งรวมเซียนพระ-คนเล่นทั้งหลายนี้ ยังเป็นเสมือน "ห้องเรียน" ให้ผู้สนใจพระเครื่องหน้าใหม่ ๆ ได้เข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการดูพระแท้พระปลอม พระรุ่นใด "เด่น" ทางไหน พระเกจิรูปใดมี "คุณวิเศษ" อย่างไร ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องเชิงวิชาการอย่างประวัติศาสตร์การสร้าง ความรู้ด้านโบราณคดี ฯลฯ ข้อมูลความรู้ที่ถ่ายทอดกันในตลาดพระเหล่านี้ไม่เพียงขยายวงของผู้เล่น-ศึกษา-สะสม หากในทางหนึ่งยังทำให้สินค้า คือ พระเครื่องต่าง ๆ ในตลาด มี "ความน่าเชื่อถือ" และ "มูลค่า" เพิ่มขึ้น และในหลายกรณี การทำ "การตลาด" ในแวดวงพระเครื่องเช่นที่ว่ามานี้ ก็ไม่ใช่แค่ส่งผลให้พระเครื่องมีมูลค่าทางการตลาดเท่านั้นหากยังเป็นสินค้าที่มี "สภาพคล่อง" ทางการตลาดอีกด้วย เหล่านี้เองเป็นแรงผลักดันให้พระเครื่องไต่อันดับขึ้นไปเป็น "สุดยอด" เครื่องรางของขลังของคนไทยไปในที่สุด
..............................
ตลาดพระ โลกของคนเล่นพระ "ตัวนี้เท่าไหร่" "สามร้อย" "ร้อยหนึ่งแล้วกัน" "สองร้อยขาดตัว" เสียงต่อรองราคาแบบนี้อาจจะได้ยินอยู่บ้างตามริมทางเดินตลอดแนวถนนท่าพระจันทร์ แต่หากเดินเข้าไปในซอยสักหน่อย ก็จะเจอกับ "ของจริง" ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์เป็นตลาดพระที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งรวมพระเครื่องทุกรุ่น ทุกชนิด ทั้งพระเนื้อดิน เนื้อชิน เหรียญเกจิ พระกรุ ฯลฯ รวมถึง "พระเก๊" ที่แฝงตัวปะปนกับ "พระแท้" ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสน หลักล้าน และนอกจากเป็นแหล่งรวมพระเครื่องแล้วที่นี่ยังเป็นแหล่งชุมนุมสำคัญของ "คนเล่นพระ" ด้วย ตลาดพระแห่งนี้เปิดทำการทุกวันไม่มีวันหยุด แถมบรรยากาศยังคึกคักตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย ๆ ที่มักจะมีคนเอาพระใหม่ ๆ เข้ามา ข่าวพระใหม่แพร่ไปเร็ว แป๊บเดียวก็รู้กันทั่วตลาด ก่อนจะพากันแห่ไปดู ที่นี่เป็นแหล่งชุมนุมเซียนพระรุ่นเก่าจำนวนมากทั้งที่ยังมีชื่ออยู่ในวงการ และที่ "ถอย" ออกมาอยู่นอกวงการ แต่ยังรักที่จะสะสมและศึกษา ห่างจากตลาดพระท่าพระจันทร์รวม ๑๐ กิโลเมตร การต่อรอง "สินค้า" ประเภทเดียวกันดำเนินไปในห้องกระจกติดแอร์ บนชั้น ๔ ของห้างสรรพสินค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า สาขางามวงศ์วาน นักสะสมรุ่นใหญ่ที่มาพร้อมกับบอดี้การ์ดชุดดำ นั่งอยู่หน้าเซียนพระชื่อดัง มีกล้องส่องพระอันเล็ก ๆ แนบชิดติดตาเพ่งพินิจพระเครื่ององค์เล็กในมือ ศูนย์พระเครื่องภายในห้างแห่งนี้มีร้านจำหน่ายพระเครื่องอยู่ราว ๑๐๐ ร้าน ยังไม่นับแผงพระด้านนอกอีก ๓๐๐-๔๐๐ แผง คนคึกคักตลอดทั้งวันเช่นกันกับศูนย์พระเครื่องอื่น ๆ ที่ปัจจุบันมักจะขึ้นไปปักหลักอยู่บนห้างสรรพสินค้าศูนย์การค้าทั่วประเทศ ตัวเลขหลักล้านหรืออาจจะไต่ระดับไปถึง ๑๐ ล้านบาทเป็นวงเงินที่มีการซื้อขาย-แลกเปลี่ยนกันเป็นเรื่องปรกติ นี่เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องการการค้ำประกัน ใจต่อใจ ถ้าเบี้ยว โกง หรือ "เก๊" ก็จะถูกขับออกจากวงการจนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยทีเดียว "รู้จักกันหมด จะชั่วจะดีปิดไม่มิดหรอก" เจ้าของร้านซึ่งเป็นเซียนพระชื่อดังที่คนในวงการรู้จักดีบอก ตลาดพระในปัจจุบันมีอยู่มากมายแทบทุกหัวมุมเมือง แม้แต่ซอกหลีบที่เรานึกไม่ถึง ไล่ไปจาก แผงพระเครื่อง มีทั้งแผงประจำ และแผงจรที่มักจะหิ้วกระเป๋าหิ้วหมุนเวียนไปตั้งแผงตามที่ต่าง ๆ ชมรมพระเครื่อง อาจมีผู้ประกอบการคนเดียวหรือหลายคน ส่วนใหญ่จะใช้บ้านของตนหรือเช่าอาคารพาณิชย์เป็นสถานประกอบการ ชมรมพระเครื่องที่เป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ ชมรมพระเครื่องบูชา บางลำพู (อยู่บนอาคารทานตะวัน ถนนรามบุตรี) ศูนย์พระเครื่อง มักอยู่ในศูนย์การค้า อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ หรือในโรงแรมหรู เช่น ศูนย์การค้าเดอะสีลม แกลเลอเรีย สีลม ศูนย์การค้าดิโอลด์สยามพลาซ่า พาหุรัด ศูนย์พระเครื่องมณเฑียรพลาซ่า ศูนย์พระเครื่องบางแห่งอาจมีผู้ประกอบการหลายร้อยราย ตลาดพระเครื่อง มักพบได้ตามชุมชนใหญ่ ๆ โดยขนาดและการซื้อขายไม่ต่างไปจากศูนย์พระเครื่องนัก ผิดกันก็แต่สถานที่และกลุ่มผู้ซื้อ-ขาย ตลาดพระเครื่องเก่าแก่ที่รู้จักกันดี คือ ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ นอกจากที่ว่ามา พื้นที่ใหม่สำหรับพระเครื่องและคนเล่นพระที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อราว ๓-๔ ปีมานี้ ก็คือเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งมีคนเข้าใช้บริการหลายพันคนต่อวันรวมถึงบริษัทไปรษณีย์ไทยที่เปิดบริการให้เช่าพระทางไปรษณีย์ด้วย พ้นไปจาก "ตลาดพระ" เหล่านี้อีกสิ่งที่ "เกื้อหนุน" ธุรกิจพระเครื่องให้ดำเนินไปได้และเราคงไม่อาจมองข้ามก็คือ "สื่อมวลชน" งานวิจัยชิ้นหนึ่งของ วีระพงษ์ อินทรพานิช เมื่อปี ๒๕๔๘ ทำการวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้การตีพิมพ์ภาพและเรื่องราวของพระเครื่องจะไม่เน้นเรื่องการซื้อขายพระเครื่องโดยตรง แต่สื่อมวลชนก็มีบทบาทอย่างยิ่งในการที่จะกระตุ้น ชักชวน หรือโน้มน้าวจิตใจ ให้บรรดานักสะสมตลอดจนประชาชนทั่วไป แสวงหาพระเครื่องนั้น ๆ มาครอบครอง ต่อเรื่องนี้ นิพันธ์ เลิศนึกคิด บรรณาธิการนิตยสาร ศึกษาและสะสม ให้ข้อมูลว่า "ปัจจุบันมีนิตยสารพระเครื่องอยู่ตามแผงราว ๖๐ หัว แบ่งได้ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ทำเพื่อศึกษาให้ข้อมูลเชิงวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ได้หลายปี ส่วนอีกกลุ่ม เป็นกลุ่มที่ทำเพื่อขายพระโดยเฉพาะ โดยเอาพระปลอมที่มีอยู่มาประกาศขาย ย้อมแมวว่าเป็นพระจริง พอเหยื่อหลงเชื่อติดต่อซื้อขายได้เงินเรียบร้อย ก็ปิดหนังสือหนี ส่วนใหญ่จะมีอายุแค่ ๑-๒ ปี ก็ปิดตัวไป ทุกวันนี้นอกจากนิตยสารพระเครื่องแล้ว ยังมีการเปิด section พระเครื่องในหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ โดยเริ่มจากลงเป็นคอลัมน์รายสัปดาห์ มีให้อ่านเฉพาะในวันอาทิตย์ มาในช่วง ๓-๔ ปีให้หลังจึงกลายเป็น section ประจำ มีให้อ่านกันทุกวัน และจากที่มีหน้าเดียว ก็เพิ่มเป็น ๒ หน้า (มากกว่า section การศึกษา คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม เด็กและสตรี เสียอีก) คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ความสนใจพระเครื่องในหมู่ประชาชนแพร่หลายกว้างขวางออกไปมากขึ้น เมื่อเปิดหนังสือพระเครื่อง หรือเหลือบไปยังคอลัมน์เกี่ยวกับพระเครื่องในหน้าหนังสือพิมพ์ นอกจากข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่องในแง่ประวัติความเป็นมา (กรุไหน-ใครสร้าง-สร้างเมื่อไร ฯลฯ) พุทธลักษณะ (พิมพ์ รูปทรง เนื้อ ฯลฯ) พุทธคุณ (ให้โชคลาภ เมตตามหานิยม ฯลฯ) แล้วยังหนีไม่พ้นที่จะพบเรื่องเล่าถึงอภินิหารต่าง ๆ ตลอดจน "ประสบการณ์" อันเกิดจากการใช้พระเครื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการแคล้วคลาดจากอันตราย (ซึ่งในวงการจะเรียกพระเครื่ององค์นั้น ๆ ว่าเป็นพระเครื่องที่ "ประสบการณ์") อันอาจทำให้ผู้อ่านนึกอยากได้พระเครื่ององค์นั้น ๆ มาครอบครอง นี่ยังไม่รวมถึงการกล่าวอ้างถึงมูลค่า-ราคา ของพระรุ่นนั้นรุ่นนี้ ที่ชวนให้นักเลงพระตาลุกกับการเก็งกำไร ฯลฯ พฤติกรรมของสื่อเช่นนี้คือการนำแนวคิดด้านการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์มาใช้ใน "ธุรกิจ" ของตนและในแง่นี้พระเครื่องก็เป็นสินค้าที่ "สร้างภาพ" ได้ กระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคได้ ไม่ต่างไปจากสินค้าตัวอื่น ๆ ในท้องตลาด ในธุรกิจนี้ ไม่เพียงแต่ตัวสินค้าเท่านั้นที่มุ่งขายกัน หากตัว "ผู้ขาย" เองก็ต้องทำ "การตลาด" ด้วย ใครที่เคยเปิดดูหนังสือพระเครื่อง คงได้เห็นล้อมกรอบโฆษณาขนาดสองคอลัมน์นิ้วกระจายอยู่ทั่วเล่ม ในนั้นมีชื่อเซียนพระที่รู้จักกันดีในวงการ ไม่ว่าจะเป็น ต้อย เมืองนนท์ พยับ คำพันธุ์ ป๋อง สุพรรณ เล็ก รูปหล่อ อู๊ด สุพรรณ เอ็ด คเณศ์พร โต คลองตัน ฯลฯ ชื่อเหล่านี้เป็นเหมือน "ยี่ห้อ" ในการทำธุรกิจที่สำคัญไม่แพ้ตัวสินค้า เพราะลูกค้าจะเช่าพระจากเซียนพระหรือผู้ประกอบการรายใด ก็ขึ้นอยู่กับไว้วางใจใน "ยี่ห้อ" เหล่านี้เป็นสำคัญ กล่าวกันว่า หากเซียนพระคนใดมีความรู้ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ประวัติ รูปภาพของพระเครื่องชนิดต่าง ๆ จนสามารถเขียนหนังสือประวัติพระเครื่อง (รวมถึงวัตถุมงคลอื่น ๆ ) ได้ ก็นับว่าเป็นการสร้าง "ภาพลักษณ์" และ "ความน่าเชื่อถือ" ให้แก่ตนเองในฐานะผู้รู้ และหากเซียนพระหรือผู้ประกอบการรายใดเลือกขายเฉพาะพระ "แท้" ลูกค้าก็จะเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการ เกิดความเชื่อถือทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อพระกับเซียนพระหรือผู้ประกอบการเดิมอีกครั้ง นับเป็นการสร้าง "ตราสินค้า" หรือ "Brand" ให้แก่ตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจซื้อขายพระเครื่องของเขาต่อไป "คนที่ได้ขึ้นชั้นเป็นเซียนน่ะ ได้รับการยอมรับ ภาษีดี จะซื้อก็ง่าย จะขายก็คล่อง" เจ้าของศูนย์พระเครื่องรายหนึ่งย่านสีลม บอกกับฉันอย่างนั้น และเนื่องจากพระเครื่องเป็นของที่ไม่มีราคาตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจ ทั้งราคายังผกผันได้ตามกระแส การตื่นพระ การตีปี๊บ ช่วยส่งให้ราคาพระเครื่องไต่ระดับจากหมื่นเป็นแสน เป็นล้าน ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหรืออาจแค่ภายในไม่กี่สัปดาห์ สถานะของ "เซียนพระ" ที่ "ซื้อง่าย-ขายคล่อง" เช่นว่า คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใคร ๆ อยากจะก้าวขึ้นมาเป็นเซียนพระกัน แต่นั่นก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่ว่ามาเป็นเรื่องของคนขาย แล้วคนซื้อล่ะ ? ในรายงานการวิจัย "พระเครื่องกับสังคมไทย : ศึกษาเฉพาะกรณีผลกระทบที่มีต่อภาวะความเป็นอยู่ทางสังคมของคนไทย" ของ ผศ. พรชัย ลิขิตธรรมโรจน์ และ รศ. ถาวร เกียรติทับทิว ซึ่งทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่นิยมสะสมพระเครื่องในแง่แรงจูงใจหรือมูลเหตุในการสะสม พบว่า ร้อยละ ๖๙.๓ – เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ร้อยละ ๔๘.๒ – เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย ร้อยละ ๒๒.๗ – เป็นเครื่องบันดาลใจให้เกิดโชคลาภ ร้อยละ ๑๙.๘ – เป็นส่วนหนึ่งในการสืบต่อพระศาสนา ร้อยละ ๑๙.๒ – เพื่อศึกษาในเชิงพุทธศิลปะหรือวัฒนธรรม ร้อยละ ๑๓.๗ – สะสมไว้เพื่อจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยน และร้อยละ ๑.๖ – เพื่อเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม ส่วนสุธน ศรีหิรัญ ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงพระเครื่องนาน ชี้ว่า "คนเล่นพระสมัยก่อนมี ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเล่นในเชิงสะสสม อนุรักษ์ของเก่าหรือเชิงโบราณคดี คนพวกนี้มองว่าการสร้างพระเครื่องก็เพื่อสืบทอดพุทธศาสนา เขาจะนิยมเล่นพระกรุยุคต้นรัตนโกสินทร์ย้อนขึ้นไปถึงยุคทวารวดี เก็บพระเก่า และศึกษาความเป็นมา อายุกรุ ตำนานการสร้าง ส่วนอีกกลุ่มนั้นเล่นเพราะความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ สนใจพระที่มีประสบการณ์ หมายถึงพระที่เกจิอาจารย์เป็นผู้สร้างและปลุกเสก มีความขลัง คนกลุ่มนี้มีจำนวนมากกว่ากลุ่มแรก และค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น" แต่นั่นอาจไม่น่าสนใจเท่ากับสิ่งที่เขาทิ้งท้าย "ปัจจุบัน คนที่เล่นเป็นธุรกิจจะมากกว่า คือ ซื้อมาขายไป เก็งกำไรเพราะรู้ว่าสินค้าตัวนี้ยังไงก็ขายได้ และราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย"
..............................
บริการหลังการขาย ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ในธุรกิจพระเครื่อง "ความน่าเชื่อถือ" ของผู้ขายคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายนั้น "ซื้อง่าย-ขายคล่อง" ดังนั้นสิ่งที่จะสั่นสะเทือนความน่าเชื่อถือที่ว่าก็คือ การที่ผู้ซื้อมารู้ภายหลังว่า พระเครื่องที่ซื้อมาจากเซียนพระหรือผู้ขายเป็น "พระเก๊" "คนที่มาซื้อพระแล้วโดนหลอก ส่วนมากมักเป็นคนที่ไม่มีความรู้ เชื่อถือผู้ขายอย่างเดียว พอรู้ว่าเป็นของเก๊ก็เหมาหมดว่าคนในวงการนี้เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ เกิดความเสียหายแก่วงการหลาย ๆ อย่าง" เซียนพระรุ่นเก่าแห่งตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์กล่าว การปลอมพระอยู่คู่กับวงการพระเครื่องมานานแล้ว ว่ากันว่าน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เริ่มเกิดตลาดพระขึ้นด้วยซ้ำ (ราวปี ๒๕๐๐) เพียงแต่วิธีการปลอมพระยังไม่ "เนียน" เท่าปัจจุบัน ทุกวันนี้พระปลอมกับพระจริงนั้นเหมือนกันแทบแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ทรง ตำหนิ หรือผงวัสดุ (มวลสาร) ที่นำมาใช้ การปลอมพระเป็นไปอย่างแนบเนียนภายใต้เทคนิควิธีสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการฝังดิน ใช้สารเคมีปรุงแต่งให้ดูเก่า ใช้ความร้อน ฯลฯ "จะปลอมได้เหมือนก็ต้องดูพระเป็น รู้ว่าจุดไหนที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นจุดตาย ต้องทำให้เหมือน ยิ่งเซียนเท่าไรยิ่งทำเหมือน" เซียนพระเจ้าของนิตยสารพระเครื่องรายเดือนฉบับหนึ่งกล่าว เมื่อนักเลงพระหรือเจ้าของพระรายใดต้องการ "เช็ค" ว่าพระเครื่องที่ซื้อมานั้นแท้หรือเก๊ วิธีหนึ่งที่นิยมกันก็คือ "แห่" ซึ่งหมายถึง เอาไปให้เซียนพระที่เชี่ยวชาญพระชนิดนั้น ๆ ดู หรือวานให้คนรู้จักเอาไปเช็คกับเซียนพระให้โดยที่เจ้าของพระไม่ต้องบอกว่าเป็นพระของใคร ได้มาจากไหน ส่วนอีกวิธีที่นิยมก็คือ ส่งประกวดตามงานประกวดพระที่จัดกันแทบทุกสัปดาห์ "ผมไม่เข้าไปรับพระในด่านแรก เพราะมีเหตุผลบางอย่าง" เซียนพระรายหนึ่งบอก ก่อนให้เหตุผล "เวลาคนที่ส่งพระประกวดยื่นพระเข้าไปนั้น แล้วกรรมการรับพระของเขา เขาจะมีความสุขมาก มันเหมือนเป็นการรับรองว่าอย่างน้อยพระของเขาก็ "แท้" แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่รู้หรอกว่ามันมีตื้นลึกหนาบางกว่านั้นอีกมาก "อย่าลืมว่าสินค้านั้นมีคนอื่นขายมาอีกที การที่เราเป็นผู้รับพระก็เหมือนเป็นผู้รับรอง ถ้าของที่ส่งเข้ามามันใช่ มันแท้ ผมก็รับเข้า ของที่ไม่ใช่ผมก็เขี่ยออก แต่เมื่อไรที่สินค้านั้นถูกตีกลับ เจ้าของต้องเอาไปคืนคนขาย ปัญหาเกิดแน่นอน ดังนั้นมันจึงต้องมี "บริการหลังการขาย" สมมุติเซียนพระคนที่ขายพระองค์นี้ออกไปรู้ว่าสินค้าตัวนี้จะมาส่งในงานนี้แน่นอน เขาจะจัดคนของเขามานั่งรับตรงนี้เลย รับเข้ามาก่อนแล้วหาวิธีแก้ทีหลัง เจ้าของพระก็เชื่อใจแล้วว่าพระที่ตัวเองซื้อมาแท้แน่นอนเป็นบริการที่ผู้บริโภคไม่มีทางรู้เลย "ผ่านชั้นแรกแล้วก็ต้องให้กรรมการตัดสินดูอีก มาถึงตอนนี้ ถึงผมเป็นกรรมการ ผมบอกว่าของชิ้นนี้ไม่แท้นะครับ แต่อีก ๔ เสียงบอกว่าแท้ ก็จบตามกติกาเราใช้เสียงข้างมาก ตอนตัดสินว่าองค์ไหนชนะเลิศก็เหมือนกัน ผมว่าไม่สวยแต่ที่เหลือเขาว่าสวย ของชิ้นนั้นก็ติดรางวัล นี่เรียกว่าบริการหลังการขายชั้นที่ ๒ ในชั้นนี้มันขึ้นอยู่กับว่าใครมีพาวเวอร์มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีมาก เขาก็สั่งการลงมาได้ เฮ้ยจัดการประมาณนั้น แต่ถ้าคนขายไม่มีพาวเวอร์ในวงการก็เสร็จ ไปขอใครก็ไม่มีใครช่วย "ชั้นที่ ๓ ก็คือการเอารูปพระนั้นไปลงในนิตยสารพระเครื่องว่าเป็น พระแท้ เป็นพระดี หรือทำหนังสือภาพชนะการประกวด หนังสือพวกนี้ก็จำหน่ายแจกกันออกไป เจ้าของพระก็เชื่อใจ นี่ไง ๆ พระผม ชั้นที่ ๔ ยังไม่มีปรากฏ แต่ผมสามารถมองได้ถึง ๑๐ชั้นเลยว่าเขาจะทำอะไรต่อ คนที่อยู่ในจุดสูงสุดของวงการพระเครื่องถ้าเงินไม่หนา ก็ต้องมีบารมีอำนาจ ถ้าไม่มีบารมีอำนาจเงินไม่หนา คุณก็ต้องมีความรู้ความสามารถที่ทุกคนต้องเกรงใจคุณ นี่อาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้คนในวงการจำนวนมาก โดยเฉพาะเซียนพระรุ่นอาวุโสทั้งหลาย เลือกที่จะ "ถอย" ออกมาอยู่ห่าง ๆ บ้างก็ว่าไม่อยากไปขัดขวางผลประโยชน์ บ้างก็ว่าไม่อยากเสียเพื่อน หลายคนจึงเลือกที่จะสะสม ซื้อขาย-แลกเปลี่ยนอย่างเงียบ ๆ โดยวิธีโทรศัพท์ติดต่อให้มาดูที่บ้าน หรือนัดมาดูของที่ทำงานโดยตรง หรืออย่างมากก็เปิดร้านเล็ก ๆ ไว้สำหรับเป็นที่พบปะสังสรรค์ สุขใจกับการได้แลกเปลี่ยน ศึกษา สะสม กับคนคอเดียวกันเพียงไม่กี่คน แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทุกคนที่เข้าไปเป็นกรรมการตัดสินในงานประกวดพระเครื่องจะทำเพื่อ "บริการหลังการขายอย่างเดียว" หลายคนให้เหตุผลว่าที่ยังแวะเวียนไปงานประกวดพระอยู่บ้างก็เพื่อให้เท่าทันวงการ รู้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการปลอมพระก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว บางคนก็เข้าไปเพื่อพบปะเพื่อนฝูง ขณะที่บางคนก็หวังจะไป "จับพระ" โดยเฉพาะกรรมการที่นั่งประจำโต๊ะรับพระ จะได้เห็นพระใหม่ ๆ ที่เพิ่งเข้าตลาดก่อนใคร และมีโอกาสคว้าไว้ก่อนในราคาไม่สูงนัก "การจัดงานประกวดพระไม่ได้มีแต่ด้านไม่ดี ในการจัดงานแต่ละครั้ง รายได้กระจายไปยังคนหลายกลุ่ม ทั้งคนที่ขายของ ขายน้ำ คนเลี่ยมพระ คนขายมีด คีม แว่นส่องพระ หนังสือ และยังแผงขายพระรายย่อย ๆ อีก หลายคนที่มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ก็เป็นผลต่อเนื่องจากการจัดงานทั้งนั้น" แล่ม จันทร์พิศาโล เจ้าของคอลัมน์ "คมเลนส์ส่องพระ" แห่งหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก พูดถึงอีกด้านของวงการพระเครื่อง ขณะที่เซียนพระชื่อดังอีกคนให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า "งานประกวดพระต้องแบ่งเป็น ๒ เกรดนะ แบบสร้างชื่อเสียงกับแบบหากิน มาตรฐานคนละอย่าง สมัยก่อนงานระดับที่มีมาตรฐานเป็นที่เชื่อถือได้แก่งานที่จัดที่พุทธมณฑลปีละครั้ง แต่อย่างงานที่ไปจัดตามวัด โรงเรียน ศูนย์การค้า เขาไม่ค่อยให้ความเชื่อถือ และส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นงานการกุศล รายได้เยอะ แต่หักค่าถ่ายรูป ค่าแผง ค่าบัตร ค่าโล่ ก็เป็นล้านแล้ว เหลือการกุศล ๒ แสน แต่หลายงานก็โปร่งใส อย่างงานที่ธรรมศาสตร์จัดเมื่อปี ๒๕๔๗ หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเงินบริจาคให้สมาคมนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ๓ ล้าน ๗ แสนบาท ดังนั้นเราต้องแยกว่าเป็นงานแบบไหน ตลาดพระเป็นตลาดแบบไหน คนขายพระเป็นคนประเภทไหน ศูนย์พระเครื่องบางที่ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าเล่นอิทธิพล มีขาใหญ่ แต่บางที่เป็นตลาดเก่า ไม่มีตัวเด่น ไม่มีนักเลง" พอใครบางคนถามขึ้นว่า แล้วงานประกวดพระเครื่อง "ระดับช้าง" ที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าที่ล่ะเป็นอย่างไร "ที่นั่นเจ้าประจำ คอยดู เดี๋ยวก็จะมีการเหยียบตีนกัน" เขาว่ายิ้ม ๆ
..............................
ชิ้นส่วนของโลกเก่า ในโลกยุคใหม่ เป็นเวลากว่า ๒ เดือนเต็ม ๆ ที่ฉันเดินเข้าออกในห้างสรรพสินค้ากลางเมืองหลายแห่ง ผ่านซุ้มโปรโมชั่นรถยนต์รุ่นล่าสุด ผ่านเคาน์เตอร์ขายเครื่องสำอางที่ใช้เทคโนโลยีนาโน ผ่านสินค้าที่ล้ำสมัยที่พร้อมจะตอบสนองความสะดวกสบายของมนุษย์แทบไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองอีกแล้ว เพื่อไปยังโซนพระเครื่องที่จะดู "ไปกันไม่ได้" เลยกับภาพที่ผ่านสายตามาทั้งหมดนั้น บางครั้งฉันสงสัย-ขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า มีความเจริญทางวัตถุมากขึ้นเรื่อย ๆ "ข้างใน" ของคนกลับอ่อนแอลง ? ความอ่อนแอนำมาสู่การแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ที่พึ่งพิงทางใจทำให้คนทุ่มเทเงินนับล้านเพื่อแลกกับ "พลานุภาพ" ที่เชื่อว่ามีอยู่ในองค์พระเครื่องนั้น ๆ ? และที่สุด ความเชื่อและศรัทธาก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งเหมือนสิ่งอื่น ๆ บนโลกใบนี้ที่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าอย่างสมบูรณ์แบบ ? "พัฒนาการของพระเครื่องที่มีต้นเค้ามาจากการนำพุทธคุณเข้ามาผสมผสานกับสิ่งที่เป็นไสยขาว จนทำให้พระเครื่องเป็นตัวแทนของบรรดาเครื่องรางของขลังที่เคยมีมาแต่อดีตนั้นก่อให้เกิดระบบความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ที่แยกไม่ออกว่าอะไรคือ "ศาสนา" อะไรคือ "ไสยศาสตร์" "แต่สิ่งที่เป็นผลผลิตของ "พุทธพาณิชย์" และ "ไสยพาณิชย์" นั้น ไม่มีทางอันใดเลยที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมพบกับความสงบสุขของชีวิตด้านจิตวิญญาณได้ เพราะความต้องการของคนที่ลุ่มหลงเหล่านี้ก็คือความร่ำรวยและการมีชีวิตอยู่อย่างค้ำฟ้าโดยไม่รู้จักตายเป็นสำคัญ บรรดาพระเครื่องและวัตถุมงคลจึงเป็นเสมือนสิ่งที่ตอบสนองความต้องการเพียง "โลกนี้" เท่านั้น ไม่มีทางจะเข้าถึงเรื่อง "โลกหน้า" และความ "หลุดพ้น" อันเป็นความมุ่งหมายสำคัญของพระพุทธศาสนาได้" หากความนิยมพระเครื่องในเมืองไทยสะท้อนสภาวการณ์อย่างที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวไว้จริงพระเครื่องที่ทั้งคุณค่าและความหมายได้ก้าวมาไกลจากจุดเริ่มต้นถึงเพียงนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนาแล้วก็เป็นได้ และเราคงไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันให้มากความว่า สารคดีเรื่องนี้จะเป็นการเปิดช่องให้มีคนโจมตีศาสนาพุทธอย่างที่คนในวงการห่วงกัน
๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง ตอนที่ ๑

บทความเรื่อง	ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง
เรื่อง	: เกษร  สิทธิหนิ้ว
ภาพ	: บุญกิจ สุทธิญาณานนท์

นิตยสารสารคดี
ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒๕๑ มกราคม ๒๕๔๙
หน้า ๕๗-๗๕
..............................
ตอนที่ ๑ ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง เข็มนาฬิกาบนหน้าปัดบอกเวลาเก้าโมงเช้า นี่ไม่ใช่เวลาที่ห้างสรรพสินค้าทั่วไปจะเปิดทำการแต่ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน ยามนี้มีผู้คนมายืนออกันเนืองแน่น พวกเขาไม่ใช่พวกนักช้อป ไม่ใช่พนักงานห้าง แต่มาด้วยจุดมุ่งหมายอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับวัตถุเล็ก ๆ ที่พวกเขา "พก" มาด้วย หลายคนเริ่มทยอยเดินไปตามทางพิเศษที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม ลิฟท์ขนของตัวเก่าเคลื่อนตัวอย่างอืดอาดไปจนถึงชั้น ๘ เมื่อประตูเปิดออก ภาพผู้คนนับพันที่เดินขวักไขว่อยู่เต็มลานกว้างบนชั้น ๘ ก็ปรากฏให้เห็น พระเครื่องหลากหลายชนิดวางเรียงรายปะปนกับเครื่องรางของขลังอย่าง ตะกรุด เบี้ยแก้ (หอยเบี้ยซึ่งภายในบรรจุปรอท) เขี้ยวเสือ ปลัดขิก ฯลฯ ดูละลานตา ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของคนที่มางานนี้เป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่อยู่ในอาการคล้ายกันคือ ถ้าไม่แนบดวงตากับแว่นขยายอันเล็ก เพ่งดูวัตถุขนาดเล็กในมืออย่างจดจ่อ ก็เดินโฉบไปมาตามแผงพระที่ตั้งติดกันเป็นพรืดเต็มลาน เกือบทุกสัปดาห์จะมีการจัดงานประกวดพระเครื่องตามที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่ครั้งนี้เป็นงานใหญ่ระดับช้างที่คนในวงการพระเครื่องต่างให้ความสนใจมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นี่อาจเป็นงานรวมเซียนพระ คนเล่นพระ คนขายพระ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกงานหนึ่ง รายการประกวดวันนี้มีมากถึง ๑,๒๐๐ รายการ และคาดกันว่าจะมีพระใหม่ ๆ มาลงสนามให้เซียนพระ "จับ" อย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่งานแรกที่แสวงนำพระเครื่องในคอลเล็กชั่นส่วนตัวเข้าประกวดขาประจำงานประกวดพระคุ้นหน้าคุ้นตาชายผิวคล้ำร่างเล็กผู้นี้เป็นอย่างดี กระเป๋าใส่เอกสารสีดำที่เขาหอบหิ้วมาด้วยใบนั้นมักจะมี "ทีเด็ด" ให้นักเลงพระต้องจับตาดูเสมอ แสวงจ่ายเงิน ๒,๖๐๐ บาท ซื้อ "บัตรส่งพระ" จากเจ้าหน้าที่ด้านหน้า เป็นบัตรราคา ๓๐๐ บาท ๔ ใบสำหรับพระชุดเบญจภาคีและพระยอดนิยม กับบัตรราคา ๒๐๐ บาทอีก ๗ ใบสำหรับพระทั่วไป ก่อนจะปลีกตัวออกมานั่งโต๊ะที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้ หยิบพระเครื่องจากกระเป๋ามาใส่พระที่ได้มาพร้อมกับบัตรอย่างบรรจง แล้วกรอกรายละเอียดของพระเครื่องตามรายการ รวมทั้งตำหนิต่าง ๆ และที่ขาดไม่ได้คือชื่อเจ้าของพระ แสวงยื่นพระสมเด็จวัดเกศไชโยให้กรรมการ ๒-๓ คนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหมายเลข ๑ ดู กรรมการคนแรกรับพระจากแสวงอย่างระมัดระวัง มองแค่เวบเดียวว่าเข้าเค้าก็หยิบกล้องส่องพระออกมาตรวจสอบให้แน่ใจ "ได้มาจากไหนล่ะ" กรรมการร่างท้วมเงยหน้าขึ้นถาม "ของเก่าตกทอดมา สวยกริบเลย" แสวงบอก กรรมการร่างท้วมยื่นพระสมเด็จให้กรรมการอีก ๒ คนในโต๊ะระหว่างนั้นโต๊ะข้าง ๆ เริ่มมีเสียงโวยวาย "องค์นี้ติดรางวัลมาหลายงานแล้ว กรรมการแม่งดูพระเป็นหรือเปล่าวะ" ชายร่างใหญ่หนวดเฟิ้มโวยวายอยู่ท่ามกลางผู้คน หลังยื่นพระเนื้อผงยอดนิยมให้กรรมการ แต่กรรมการดูแล้วส่ายหน้าก่อนส่งพระคืนให้-เท่านี้ก็เป็นอันรู้กันว่าพระองค์นี้ "มีปัญหา" นี่คือ "ด่านแรก" ของการประกวดพระเครื่อง โต๊ะรับพระซึ่งส่วนใหญ่จะจัดให้โต๊ะที่ ๑ เป็นโต๊ะพระชุดเบญจภาคี โต๊ะที่ ๒ เป็นโต๊ะพระเนื้อผงยอดนิยม โต๊ะที่ ๓ เป็นโต๊ะพระเนื้อผงทั่วไป ตามด้วยโต๊ะพระเนื้อดินยอดนิยม พระกริ่ง-พระรูปหล่อยอดนิยม พระกริ่ง-รูปหล่อทั่วไป พระปิดตายอดนิยม พระมหาอุดยอดนิยม เครื่องรางยอดนิยม พระหลวงพ่อทวดยอดนิยม พระกรุยอดนิยมจังหวัดสุพรรณบุรี พระคณาจารย์ยอดนิยมจังหวัดสุพรรณบุรี พระคณาจารย์ยอดนิยมภาคอีสาน พระยอดนิยมจังหวัดนครปฐม ฯลฯ จะมีกรรมการรับพระซึ่งเป็นเซียนพระชนิดนั้น ๆ มานั่งประจำอยู่ นับได้ร่วม ๔๐ โต๊ะ มีแต่ "พระแท้" ที่ผ่านการพิจารณาจากกรรมการชุดนี้เท่านั้นที่จะสามารถผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ กรรมการฉีกหางบัตรให้แสวงส่วนพระสมเด็จองค์นั้นถูกส่งเข้าไปด้านในซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการคุ้มกันเป็นพิเศษ หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ (ซึ่งครั้งนี้เป็นทีมงาน "มรดกพระเครื่อง") คณะกรรมการ และผู้ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งทั้งหมดต้องแขวนป้ายสตาฟฟ์เป็นสัญลักษณ์ จะไม่มีโอกาสเฉียดเข้าไปใกล้อย่างเด็ดขาด ด้านในพื้นที่พิเศษ กล้องถ่ายรูปพร้อมไฟเกือบ ๒๐ ชุด ตั้งอยู่ตรงกลางทีมงานก้มหน้าก้มตาถ่ายภาพกันอย่างขะมักเขม้น พระเครื่องที่ผ่านด่านแรกเข้ามาแล้วจะถูกนำมาเก็บไว้ในตู้เพื่อรอถ่ายรูป ที่ผ่านมา ในงานประกวดพระมักจะมีกรณีพระหาย หรือมีการร้องเรียนว่าพระที่ส่งเข้ามาถูกสลับสับเปลี่ยน ฯลฯ ในช่วงหลังการจัดงานจึงต้องทำอย่างรัดกุม ยิ่งทีมงานเป็นมืออาชีพมากเท่าไร ระบบป้องกัน "ความมั่ว" ทุกประเภทก็ยิ่งรัดกุมแน่นหนา นอกจากการป้องกันคนนอกไม่ให้เข้าไปเพ่นพ่านในพื้นที่พิเศษแล้วยังต้องมีระบบการลงทะเบียนรับพระ-ส่งพระ เซ็นรับพระก่อนเอาออกจากตู้มาถ่ายรูป ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการจัดตำรวจหลายนายมาดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานด้วย ที่ด้านนอกผู้คนยังแห่กันมาล้นหลาม คนขายบัตรส่งพระหน้างานทำงานมือเป็นระวิง เจ้าของพระเครื่องที่จะส่งประกวดนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านนอกก้มหน้าก้มตากรอกรายละเอียดต่าง ๆ ลงในบัตรส่งพระ แล้วทยอยเอามาส่งพิธีกรของงานพูดชักชวนคนที่มางานให้รีบส่งพระ สลับกับบอกกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานว่าเป็นงานการกุศล หารายได้จัดสร้างอาคารเรียนให้แก่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร รวมทั้งกล่าวทักทายเซียนพระจากทั่วสารทิศที่ทยอยเข้างานไม่ขาดสาย บ่ายสองโมงตรง พิธีกรประกาศปิดรับพระ เครื่องเสียงทุกชนิดถูกปิดเพื่อให้กรรมการมีสมาธิในการพิจารณาว่าพระองค์ไหนจะขึ้นชั้นเป็น "องค์แชมป์" หรือ "พระติดรางวัล" เซียนเล็กเซียนใหญ่ของวงการที่ได้รับเชิญมาเป็นกรรมการตัดสินพระแยกย้ายไปประจำตามโต๊ะพระเครื่องชนิดต่าง ๆ เพื่อร่วมกันตัดสิน บางโต๊ะอาจจะมีกรรมการร่วมกันตัดสินแค่ ๒-๓ คน แต่สำหรับโต๊ะพระชุดเบญจภาคีและพระยอดนิยมดัง ๆ จะมีกรรมการหลายคน ทั้งยังต้องเป็นเซียนใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในวงการเท่านั้น โต๊ะพระชุดเบญจภาคีวันนี้มีกรรมการร่วมกันตัดสินเกือบ ๑๐ คน บ่ายสองกว่า พระเครื่องรายการทั่วไปที่กรรมการตัดสินเสร็จถูกทยอยนำออกมาคืนเจ้าของที่กำลังลุ้นอยู่ว่าพระของตนจะ "ติด" รางวัลหรือไม่ ของโต๊ะไหนที่ตัดสินแล้วและเจ้าหน้าที่นำออกมา บรรดาเจ้าของก็จะกรูกันเข้าไปรุมดู โดยทั่วไปแต่ละ โต๊ะจะมีพระที่ติดรางวัลที่ ๑ รางวัลที่ ๒ รางวัลที่ ๓ และรางวัลชมเชย ส่วนองค์ที่เหลือก็จะได้การรับประกันว่าเป็นพระแท้ที่ได้ผ่านงานประกวดแล้ว แต่ในบางกรณี บางโต๊ะหรือบางรายการอาจไม่มีใครส่งเข้าประกวดเลย หรือมีผู้ส่งเข้าประกวดแต่ไม่มีพระเครื่ององค์ใดติดรางวัล ขณะที่กรรมการโต๊ะอื่น ๆ ทยอยส่งผลการตัดสิน ที่โต๊ะพระชุดเบญจภาคี กรรมการยังคงนั่งนิ่ง แต่ละคนหยิบพระขึ้นมาเพ่งคราวละนาน ๆ สลับกับการเงยหน้าขึ้นมาหารือกันเบา ๆ นาทีนี้แสวงเบียดฝูงชนไปอยู่หน้าสุด ลุ้นระทึก ในที่สุดเมื่อผลการตัดสินออกมาพระสมเด็จของแสวงก็ติดรางวัลที่ ๑ สมใจ "ติดรางวัลอย่างนี้ราคาเป็นล้าน" แสวงยิ้มหน้าบาน รับพระคืนมาแล้วก็ชื่นชมพระของตัวเองว่า "สวยบาด" ไม่ขาดปาก ก่อนจะควักธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ และ ๕๐๐ ขึ้นมาห่อพระองค์เล็กอย่างอย่างทะนุถนอม หลายคนชำเลืองมองตาม แต่ไม่มีใครกล้ามาขอชื่นชมด้วย ในเวลาเดียวกันนั้น ใครบางคนที่ผิดหวังเริ่มโวยวาย "โอเคว่าตอนรับพระเข้ามาก็ต้องเป็นคนที่ดูออกว่าแท้หรือเก๊ แต่ไอ้ตอนจะตัดสินว่าองค์ไหนสวยไม่สวย แน่จริงให้คนที่ไม่รู้ว่าพระองค์ไหนเป็นของใครก็ตัดสินสิ เอาผู้หญิงก็ได้ ให้เขาดูแค่ว่าสวยหรือไม่สวยอย่างเดียว" หลังจากผลการตัดสินออกมาแล้ว การไม่พอใจและไม่ยอมรับผลการตัดสินของคณะกรรมการเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ ไม่มีรางวัลสำหรับเจ้าของพระที่ชนะการประกวด นอกจากหนังสือที่ระลึกและใบประกาศ (ที่ระบุว่าเป็นพระที่ติดรางวัลใด) ซึ่งออกให้โดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย และจัดส่งให้ทางไปรษณีย์หลังจากงานประกวดผ่านไปราว ๑๐ วัน แต่ถึงกระนั้นการที่พระเครื่องในความครอบครองของตนได้รับการการันตีว่าเป็นพระติดรางวัล ไม่ว่าจะเป็นรางวัลที่ ๑, ๒, ๓ หรือแค่ชมเชย ก็เป็นเสมือนใบรับรองชั้นดีที่จะอยู่คู่กับพระเครื่ององค์นั้นตลอดไป เช่นกัน งานนี้ไม่มีค่าตอบแทนสำหรับกรรมการ แถมยังต้องควักเนื้อ (ก็ตอนโฆษกของงานประกาศว่า "ตอนนี้คุณป๋อง สุพรรณกำลังเดินเข้างานมาแล้วนะครับ วันนี้จะบริจาคเท่าไรดีครับ.—นั่นแหละ) แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็สมัครใจจะมางานนี้ เพราะอะไร ? – นั่นเป็นเรื่องที่เราจะคุยกันทีหลัง "คุณไม่รู้หรอกว่าข้างในเขา "ขอ" กันขนาดไหน เขาล็อบบี้ เขาฟาดฟันกันขนาดไหน" เซียนพระรายหนึ่งซึ่งมีศูนย์พระเครื่องโอ่อ่าอยู่ในย่านธุรกิจชื่อดังกลางกรุงกล่าว เมื่อเราตามไปคุยกับเขาหลังวันงานประกวด เขาพูดถึงเรื่องใน "วงการ" อีกหลายอย่าง ทั้งด้านมืดและด้านสว่างของแวดวงธุรกิจพระเครื่อง--ธุรกิจที่เติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมาโดยมี "สินค้า" เป็นของที่ผูกโยงกับความเชื่อและศรัทธาอย่างแยกไม่ออก ทุกวันนี้ในห้างสรรพสินค้าเกือบทุกแห่งมีศูนย์พระเครื่องยึดครองพื้นที่อยู่ทั้งนั้น (จะมากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) หากใครเคยผ่านไปแถวท่าพระจันทร์ คงจะได้เห็นแผงพระเครื่องวางขายอยู่ริมทางเท้าปะปนกับสินค้าชนิดอื่น ๆ เรื่อยไปจนถึงในตรอกซอกซอยบริเวณท่าพระจันทร์ ซึ่งหากเดินลึกเข้าไปสักหน่อย ก็จะพบกับตลาดพระเครื่องอีกแห่งหนึ่งที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย หากถือตามที่กล่าวกันมาว่าพระพิมพ์ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา เพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้คนได้ระลึกถึงพระธรรมคำสอน รวมถึงเป็นการสืบทอดพระศาสนา ก็อาจต้องนับว่าในวันนี้คุณค่าและความหมายของพระเครื่องมาไกลถึงจุดเริ่มต้นสุดกู่ทีเดียว "ผมไม่อยากให้คุณนำเสนอเรื่องพวกนี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในแวดวงธุรกิจการค้าพระเครื่องเวลานี้มันเป็นเรื่องโสมมที่สุด เน่าที่สุดในวงการ และมันจะเปิดโอกาสให้ศาสนาอื่นที่ไม่เข้าใจโจมตีศาสนาพุทธได้" ใครในวงการพระเครื่องบอกฉันในวันแรก ๆ ที่เริ่มต้นจับงานชิ้นนี้ ฉันไม่ได้รับปาก เพราะรู้ว่าไม่อาจทำตามที่เขาร้องขอได้
..............................
(พระพิมพ์ + เครื่องรางของขลัง) = พระเครื่อง "พระพิมพ์เป็นของเก่าที่ได้มีผู้ทำขึ้นตั้งแต่ต้นพระพุทธศาสนา (คือภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไม่นานนัก) ข้าพเจ้าถือว่าเป็นของที่ควรเคารพนับถือ และเป็นประโยชน์ในการสอบสวนพงศาวดารมาก "...บุคคลผู้ใดทำรูปพระพิมพ์แล้วบรรจุไว้ในถ้ำและพระสถูปต่าง ๆ เป็นจำนวนตั้งหลายพันองค์นั้น จะต้องคิดถึงการประกาศศาสนาในอนาคตอันไกลเป็นแท้ และหวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยประกาศศาสนาให้แพร่หลายไปได้อีกหลายพันปี ดูเหมือนว่าพวกพุทธมามกบุคคลจะได้มีความรู้สึกว่าเมื่อครบอายุพระพุทธศาสนา ๆ จะเสื่อมลง การพบเห็นรูปพระศาสดาจารย์เจ้าและคาถาย่ออันเป็นคำสั่งสอนของพระองค์ อาจเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้พบกลับเกิดความเลื่อมใสและเชื่อถือขึ้นอีก" (ยอร์ช เซเดย์, ตำนานพระพิมพ์ ๒๔๖๙) หากความพยายามของคนโบราณในการทำพระพิมพ์เป็นดังที่ ยอร์ช เซเดย์ สันนิษฐานจริง ก็คงต้องนับว่าความพยายามของคนสมัยก่อน "ล้มเหลว" อย่างสิ้นเชิงเพราะพระพิมพ์ที่เพียรสร้างกันไว้มากมาย (ไม่ว่าจะสร้างตามจำนวนปีเกิดหรือเท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์) แล้วนำไปฝังไว้ใต้กรุเจดีย์นั้น น่าจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดสิ้นแล้ว ว่าแต่ว่า "พระพิมพ์" ซึ่ง "หวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยประกาศศาสนาให้แพร่หลายไปได้อีกหลายพันปี" เหล่านี้ได้กลายสถานะมาเป็น "พระเครื่อง" เช่นที่เรารู้จักกันอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่เมื่อไร? จากหลักฐานบรรดามีเท่าที่นักประวัติศาสตร์-โบราณคดีสืบค้นได้ในปัจจุบัน พอจะสรุปได้ไปในทางเดียวกันได้ว่า "พระเครื่อง" ซึ่งเป็นคำที่ย่อมาจากคำ "พระเครื่องราง" อันหมายถึงพระองค์เล็ก ๆ สำหรับนำติดตัวไปบูชานั้น ไม่ได้เป็นของที่มีอยู่ในสังคมไทยมาแต่เดิม หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่เกินร้อยปีมานี้เอง อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการอาวุโส ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในพระเครื่องเมืองสยาม ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ว่า "ความเชื่อเรื่องพระเครื่องเป็นสิ่งไม่พบเห็นในสังคมไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา และก็ไม่น่าจะมีในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ๆ ด้วย ถ้าจะให้เดากันตามความรู้ความเข้าใจของข้าพเจ้าในในขณะนี้ ก็เชื่อว่าคงเกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ ๔ ลงมา เพราะสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นมีกันแล้ว" จากหลักฐานต่าง ๆ ที่มีการสืบค้นมา คนไทยสมัยก่อนไม่มีใครนำพระพิมพ์มาห้อยคอหรือเก็บรักษาไว้ในบ้าน ด้วยถือว่าพระพุทธรูปต่าง ๆ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์ จึงควรอยู่ที่วัด การนำพระพุทธรูปเข้าบ้านถือเป็นเรื่องไม่สมควร ขุนช้าง ขุนแผน พลายชุมพล และตัวละครทุกตัวในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต้นรัตนโกสินทร์ ก็ไม่มีใครนำพระมาห้อยคอ จะมีก็แต่เครื่องรางจำพวกตะกรุด ผ้ายันต์ ผ้าประเจียด ลูกอม เท่านั้น ที่พกติดตัวไปไหนมาไหนยามที่ต้องการความมั่นใจ ปลอดภัย ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดต่าง ๆ นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาลงมาก็ไม่ปรากฏรูปทหารที่เอาพระมาห้อยคอ มีแต่ใส่เสื้อลงยันต์เท่านั้น ใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ช่วงที่กล่าวถึงครั้งโกษาปานไปฝรั่งเศสยิ่งก็ไม่มีการกล่าวถึงพระพิมพ์และพระเครื่องแต่อย่างใด ด้วยความเห็นของอาจารย์ศรีศักร พระพิมพ์ได้เริ่มกลายสถานะมาเป็นพระเครื่องก็ในราวสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดความนิยมใน "พระกริ่ง" ซึ่งนับเป็น "พระเครื่องรางของขลัง" ขนานแท้ "พระกริ่งเป็นผลผลิตของระบบความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับลัทธิตันตริกในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ลักษณะโดดเด่นของลัทธินี้ก็คือเรื่องการเกี่ยวข้องกับโลกียสุข การมีพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ที่เป็นคาถาอาคมต่าง ๆ ซึ่งโดยย่อก็คือยังให้ความสำคัญแก่ความต้องการต่าง ๆ ในเรื่องของโลกนี้อยู่ ... ด้วยเหตุนี้พระกริ่งจึงเป็นเรื่องของพระพุทธรูปหรือรูปเคารพในทางพุทธศาสนาที่คนนำเข้าบ้านได้ หรือนำติดตัวไปไหนมาไหนได้เช่นเดียวกันกับเครื่องรางของขลัง" ที่สำคัญพระกริ่ง (รวมไปถึงพระพิมพ์ที่ถูกนำมาเป็นพระเครื่องในชั้นหลัง) ยังมีภาษีดีกว่าเครื่องรางของขลังอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้ายันต์ ผ้าประเจียด แหวนลงอาคม ตะกรุด ฯลฯ ตรงที่ผู้ใช้ไม่ต้องเรียนรู้คาถาอาคมใด ๆ ไม่ต้องถือศีลเคร่งครัดระมัดระวังเหมือนการถือครองเครื่องรางชนิดอื่น เพียงกราบไหว้บูชาหรือสวดอ้อนวอนขอความคุ้มครองก็เพียงพอ จึงเหมาะสำหรับคนทั่วไปที่จะนำติดตัวไปในที่ต่าง ๆ ความนิยมนับถือพระกริ่งซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อในเรื่องการไม่นำพระพุทธรูปเข้าบ้าน การนำพระมาไว้กับตัว ประกอบกับความนิยมในการเล่นของเก่าที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตกในช่วงเวลานั้น ทำให้มีการขุดกรุหาสมบัติเก่าตามวัดร้างและโบราณสถานต่าง ๆ กันอย่างแพร่หลาย และจากที่เป็นการขุดเพื่อหาสมบัติแก้วแหวนเงินทอง พระพุทธรูป โดยมีพระพิมพ์ซึ่งพบรวมอยู่ในกรุเป็นผลพลอยได้ มาในช่วงหลังเมื่อสมบัติต่าง ๆ ทยอยหมดไป พระพิมพ์ที่เปลี่ยนฐานะมาเป็นพระเครื่องจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่บรรดานักขุดกรุแสวงหา ต่อมา จากการนำพระพิมพ์ที่เป็นของโบราณที่ขุดได้จากกรุวัดตามเมืองต่าง ๆ มาเป็นเครื่องรางของขลัง ก็ได้ขยายมาสู่การสร้างพระพิมพ์รุ่นใหม่ ๆ โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่สร้างพระพร้อมกับลงคาถาอาคมหรือยันต์ไว้แจกบรรดาสานุศิษย์พระเครื่องรางหรือพระเครื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ เหล่านี้จึงมักจะมีการลงอักขระเลขยันต์ไว้ด้านหลัง ซึ่งไม่เคยมีปรากฏในพระพิมพ์รุ่นก่อน ๆ หลายสิบปีที่ผ่านมา พระเครื่อง (ราง) ได้ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่เครื่องรางของขลัง รวมทั้งวัตถุทางไสยศาสตร์อื่น ๆ ที่เคยมีมาแต่เดิมทีละน้อย ๆ ก่อนจะกลายเป็น "สุดยอดเครื่องรางของขลัง" ที่มาแรงแซงหน้าเหล่าเครื่องรางไปอย่างไม่เห็นฝุ่นในช่วง ๒๐-๓๐ ปีให้หลัง มาถึงวันนี้-วันที่แผงขายพระมีให้เห็นในทุกย่านร้านตลาด ศูนย์พระเครื่องกระจายตัวอยู่ตามห้างสรรพสินค้าตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงห้างขนาดใหญ่หรูหรากลางกรุง เราคงพูดได้เต็มปากว่า "พระเครื่อง" ไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นเครื่องระลึกถึงองค์พระศาสดา เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภัย ฯลฯ อีกต่อไป หากแต่เป็น "สินค้า" ในตลาดที่มีวงเงินหมุนเวียนมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง
..............................
ผงดินแพงที่สุดในโลก "ผมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้พระองค์นี้มา จะว่า เ-ยก็เ-ย" ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่ในร้านโอ่อ่าในศูนย์การค้าขนาดใหญ่กลางใจเมืองกล่าว ที่นี่เป็นศูนย์พระเครื่องที่ค่อนข้างหรูหรา เขาเล่าให้ฉันฟังว่าเขาทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา ใช้ทุกวิธีสารพัด ทั้งลูกล่อ ลูกชน ส่งนกต่อไปเจรจา ใช้ทั้งอำนาจ บารมี รวมถึงเวลาอีกร่วม ๒ ปีกว่าจะได้มา แต่จบแล้วจนรอดก็ไม่ยอมบอกว่า "ของ" ที่ว่านั้นคืออะไร "อย่ารู้เลย...ในชีวิตคนเราจะมีคนคนหนึ่งที่เราขัดเขาไม่ได้ ถ้าไม่อยากสูญเสียของรักของหวงไป ก็อย่าให้ใครดู ถ้ามีคนดู หรือรู้ว่าเรามีแล้วเขาต้องการ เขาก็ต้องหาวิธีแย่งชิงมาจากคุณให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้สิ่งนั้นอยู่กับคุณนาน ๆ ก็อย่าให้ใครดู" ปัจจุบัน แม้พระเครื่องจะมีมากมายนับพัน ๆ ชนิด มีทั้งพระกรุ พระหล่อ พระเหรียญ ฯลฯ แต่ไม่มีพระใดจะดังและเป็นที่ต้องการมากไปกว่า "พระสมเด็จ" ซึ่งในวงการถือว่าเป็นจักรพรรดิของพระเครื่อง สุดยอดปรารถนาของนักเลงพระมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ จนถึงเดี๋ยวนี้ การได้ครอบครองพระสมเด็จโดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆัง อาจนับเป็นจุดสูงสุดของเซียนพระส่วนใหญ่ รวมไปถึงบรรดาเศรษฐีที่ต้องการเสาะหาพระสมเด็จมาไว้กับตัวเพื่อเสริมบารมี แต่การจะได้ครอบครองพระสมเด็จองค์แท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีเงินหลายสิบล้านก็ใช่ว่าจะสามารถเป็นเจ้าของได้ เท่าที่รู้กันในวงการ พระสมเด็จองค์แท้ที่สวยและสมบูรณ์ไร้ตำหนินั้นมีอยู่เพียงไม่กี่องค์ (ซึ่งมักจะได้รับการตั้งชื่อเรียกกันในวงการตามชื่อเจ้าของเดิม เช่น "องค์ครูเอื้อ" ซึ่งเคยเป็นของครูเอื้อ สุนทรสนาน แม้จะเปลี่ยนมือไปแล้ว เซียนพระก็ยังเรียกขานกันว่า "องค์ครูเอื้อ" เพื่อให้เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงพระสมเด็จองค์ใด) ยิ่งองค์สวย ๆ ระดับแชมป์ เช่น องค์ลุงพุฒ องค์ขุนศรี องค์เล่าปี่ องค์กวนอู องค์บุญส่ง องค์เจ๊แจ๊ว องค์เจ๊องุ่น องค์เสี่ยดม ฯลฯ ซื้อขายกันไม่ต่ำกว่าองค์ละ ๑๕ ล้านบาททั้งสิ้น โดยเฉพาะ "องค์มนตรี" ซึ่งนายมนตรี พงษ์พานิช นักการเมืองชื่อดังในอดีตเคยครอบครองนั้น ราคาเช่าอยู่ที่เกือบ ๕๐ ล้านบาท ที่ผ่านมา การประมูลพระสมเด็จแต่ละครั้งมักสร้างความฮือฮาได้เสมอ ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๔๗ ในงานประมูลพระเครื่องและผลงานศิลปะของศิลปินชื่อดังในเมืองไทย ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องนิทรรศการชั้น ๔ เดอะสีลม แกลลอเรีย ย่านสีลม ไฮไลต์ของการประมูลอยู่ที่พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ที่เรียกกันว่า "องค์เสี่ยหน่ำ" (ตามชื่อเจ้าของเดิม คือ นายก๊อนหน่ำ แซ่ใช้) ซึ่งเปิดราคาประมูลไว้ที่ ๑๘ ล้านบาท โจ้ อิศวเรศ เจ้าของเว็บไซต์ www.amuletcenter.com ให้ข้อมูลไว้ว่า ทันทีที่มีข่าวการประมูลปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการพระเครื่องทันที เนื่องจากพระสมเด็จ "องค์เสี่ยหน่ำ" นี้จัดเป็นพระสมเด็จที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่ง ทั้งยังเคยอยู่ในความครอบครองของบุคคลชั้นนำในสังคมหลายท่าน ก่อนจะมาปรากฏโฉมในงานประมูลคราวนี้ โดยทั่วไป พระเครื่องชั้นดีที่มีมูลค่าสูงทั้งหลายมักไม่มีชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองปรากฏชัดเจนให้เป็นที่รับรู้กัน เป็นแต่เล่าลือคาดเดากันเท่านั้น ว่าองค์นั้นองค์นี้น่าจะอยู่ในมือใคร ในการประมูลครั้งนี้ก็เช่นกัน ชื่อของผู้ที่ได้ครอบครองพระสมเด็จ "องค์เสี่ยหน่ำ" ยังคงเป็นปริศนา มีเพียงข่าวว่า ผู้เข้าร่วมประมูลหมายเลข ๐๐๗ เป็นผู้ชนะการประมูลไปด้วยจำนวนเงินสูงถึง ๒๔ ล้านบาท ตามประวัติ "พระสมเด็จวัดระฆัง" หรือที่มักเรียกกันว่า "พระสมเด็จ" นั้น สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นผู้สร้างขึ้นในราวปี ๒๔๐๙ หลังจากที่ท่านได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ และได้สร้างเรื่อยมาจนถึงปี ๒๔๑๕ เพื่อแจกจ่ายแก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาญาติโยมทั้งหลาย ครั้นหมดก็สร้างใหม่ กล่าวกันว่าพระสมเด็จที่ท่านสร้างขึ้นนั้นได้รับการปลุกเสกด้วยคาถาชินบัญชรที่ท่านได้มาจากเมืองกำแพงเพ็ชร หากนับจากครั้งแรกที่มีการสร้าง เราจะพบว่าความนิยมในพระสมเด็จเพิ่งปรากฏชัดในอีกหลายสิบปีต่อมา นั่นคือในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยก่อนหน้านั้นมีพระเครื่องที่ได้รับความนิยมในหมู่คนเล่นพระอยู่บ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระที่มีชื่อเสียงทางด้าน "คงกระพันชาตรี" แต่เมื่อ "ตรียัมปวาย" เจ้าของผลงานชุด "ไตรภาค" ในชื่อ ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง ซึ่งมีอิทธิพลไม่น้อยต่อวงการพระเครื่องไทย ได้จัดให้พระสมเด็จวัดระฆังเป็น "จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง" ความนิยมในพระสมเด็จก็ทะยานสู่แถวหน้าของพระเครื่องเมืองไทย และก็เป็น "ตรียัมปวาย" นี้เองที่ได้จัดทำทำเนียบชุดพระเครื่อง "เบญจภาคี" ขึ้นในปี ๒๔๙๕ โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง "ไตรภาค" คือมีเพียง ๓ องค์เท่านั้น อันประกอบด้วย "พระสมเด็จวัดระฆัง" เป็นองค์ประธาน ซ้าย-ขวาเป็น "พระนางพญา" (พิษณุโลก) และ "พระรอด" (ลำพูน) หลังจากนั้นไม่นานจึงได้ผนวก "พระซุ้มกอ" (กำแพงเพชร) และ "พระผงสุพรรณ" (สุพรรณบุรี) จนกลายเป็นชุดพระเครื่องที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย การจัดทำทำเนียบชุดพระเครื่อง "เบญจภาคี" นี้เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้พระเครื่องทั้ง ๕ องค์ในชุดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ราคาเช่าทะยานขึ้นจนสูงลิ่ว โดยเฉพาะพระสมเด็จนั้น ราคาเช่าในปัจจุบันอยู่ในหลักล้านไปจนถึงหลายสิบล้านบาททีเดียว ทุกวันนี้ ไม่เพียงพระสมเด็จองค์ดัง ๆ หรือพระอื่นในชุดเบญจภาคีจะมีราคาสูงลิ่ว แต่พระเครื่ององค์อื่นที่มีการ "รับประกัน" ว่า "แท้" นั้น ก็ยังเป็นของมีราคา บางองค์ที่ "แท้" แม้จะมีสภาพไม่สมบูรณ์ก็ยังเป็นที่ต้องการของนักสะสม ยิ่งถ้าเป็นพระสมเด็จแล้วละก็แม้แต่เศษเสี้ยวขององค์พระที่แตกหักก็ขายได้หลายแสน เรียกว่าทุกอณูของดินก้อนนี้มีมูลค่ามหาศาล หากพิจารณาจาก "ผงดิน" หรือ "วัสดุ" ซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นพระเครื่องเหล่านี้แล้ว คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า นี่เป็นผงดินที่แพงที่สุดในโลก สำหรับพระเครื่ององค์เล็ก ๆ มูลค่า-ราคา อันมหาศาลนั้น เกิดจากอะไรกันแน่ ?
๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
แบบและพิมพ์ของพระสมเด็จ

บทความเรื่อง	แบบและพิมพ์ของพระสมเด็จ

หนังสือ ภาพ-ประวัติ พระสมเด็จโต หน้า ๑๐๑-๑๑๓
พ.ต.ต. จำลอง มัลลิกะนาวิน
๑ มีนาคม ๒๕๑๗
..............................
ส่วนเรามีความต้องการพระสมเด็จไว้เพื่อบูชาเป็นพระประจำตัวมิใช่มีไว้อวดหรือเพื่อประดับบารมีกัน จึงขอผ่านเรื่องสนนราคาประเภทนี้ไปก่อนเพราะเราไม่มีความจำเป็นต้องเลือกแบบเลือกพิมพ์ ขอให้เป็นแบบและพิมพ์ของหลวงพ่อก็เป็นที่พอใจแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าพเจ้าจึงได้ถามหลวงพ่อโตท่าน (ผ่านทางผู้ทรงคุณวุฒิที่ติดต่อกับท่านได้) เพื่อยุติปัญหาเหล่านี้ ท่านก็ได้บอกให้ทราบว่าพระเครื่องของท่านนั้นมีเพียง ๓ แบบและ ๓ พิมพ์ ท่านได้อธิบายว่า ๓ แบบนั้นก็คือ องค์พระเป็นรูปวงกลม, สามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยม ส่วน ๓ พิมพ์นั้นก็คือรูปพระเป็นท่านั่ง, ท่านอนและท่ายืน แต่มีอิริยาบถขององค์พระเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นเอง ท่านตอบให้ทราบแบบปราชญ์จึงต้องใช้สมองคิดให้ดีจึงเข้าใจความหมายของท่าน เพราะไม่ว่าแบบใดพิมพ์ใดในโลกนี้ก็หนีไม่พ้นเป็นแน่ เรื่อง กลม, สามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยม กับองค์พระนั้นก็ไม่พ้นปางยืน, นั่ง, นอน และเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ ไป ก็ด้วยประการฉะนี้ปัญหาแบบและพิมพ์ของพระเครื่องสมเด็จจึงเป็นอันยุติข้อถกเถียงกันได้แล้ว คำตอบที่ถูกต้องคือมี ๓ แบบ ๓ พิมพ์นั่นเอง ก็เพราะไม่ว่าพระเครื่องชนิดใดแบบใดพิมพ์ใดในโลกนี้จะพ้น ๓ แบบ ๓ พิมพ์นี้ไปไม่ได้เหมือนกับกล่าวว่าคนในโลกนี้มีเพียง ๒ คน คือ ผู้ชายและผู้หญิง (ห้ามเถียงว่ามีกะเทยเพราะเป็นของเทียมไม่ใช่ของแท้) ท่านลองคิดดูเอาเองก็แล้วกัน ท่านตอบแบบปราชญ์เราลูกศิษย์ก็คิดแบบปราชญ์บ้างจึงเป็นศิษย์อาจารย์กันได้ และในจำนวน ๓ แบบ ๓ พิมพ์นี้ ข้าพเจ้าได้รวบรวมเฉพาะตัวอย่างพระสมเด็จของจริงที่ท่านสร้างในพรรษาต่าง ๆ ไว้ตั้ง ๑,๐๐๐ กว่าพิมพ์ และแต่ละพิมพ์ของท่านนั้นเป็นศิลปและซ่อนความหมายไว้ทุกพิมพ์เกี่ยวกับธรรมะและพุทธประวัติ กับทั้งเป็นของทันสมัยอยู่เสมอแม้ว่ากาลเวลาจะล่วงมาแล้วเป็นเวลาตั้ง ๑๐๐ กว่าปีก็ตาม แบบ ๕ ชั้น หมายถึงเบญจศีล, เบญจธรรม เป็นต้น เช่น ๓ ชั้น ท่านหมายถึงพระรัตนตรัยซึ่งมีองค์สามหรือในแง่ธรรมก็คือศีล, สมาธิ, ปัญญา เพื่อสอนให้เราได้ประพฤติและปฏิบัติตาม เพราะการใช้บูชาพระนั้นต้องมีจิตเข้าถึงพระด้วยจึงได้ผล มิใช่สักแต่ว่ามีไว้พกหรือแขวนคอเท่านั้น ท่านอย่าลืมว่าผู้ที่มีพระต้องประพฤติดด้วยจึงได้ผลดังสุภาษิตว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เมื่อได้กล่าวมาถึงเพียงนี้แล้ว ขอนอกเวลาสักเล็กน้อยกล่าวถึงการที่บุคคลในยุคนี้มีความต้องการพระไว้นั้นย่อมมีทัศนะไม่เหมือนกัน ถ้าจะจำแนกออกได้เป็น ๓ ประการคือ ๑. ต้องการมีพระไว้เพื่อโอ้อวด (ในเรื่องราคาและความสวยงาม) ๒. ต้องการมีพระไว้เพื่อศึกษาในด้านศิลปโบราณ ๓. ต้องการมีพระไว้เพื่อหวังพึ่งพุทธคุณ ให้คุ้มครองตนเองและบังเกิดความสวัสดิมงคลด้วยประการทั้งปวง ข้าพเจ้าคิดว่าความต้องการมีพระตามข้อ ๓ นี้ เป็นการสมควรและตรงเป้าหมายของการสะสมพระอย่างยิ่ง อนึ่งนอกจาก ๓ แบบ ๓ พิมพ์แล้วท่านยังแบ่งเป็นหลายขนาดด้วยกันคือ จิ๋ว, เล็ก, กลาง, ใหญ่และใหญ่พิเศษอีกต่างหาก เมื่อเป็นดังนี้แล้วเกี่ยวกับพระสมเด็จท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลเลยว่าจะผิดแบบผิดพิมพ์แต่อย่างใด หรือกลัวว่าไม่มีในตำรา ปัญหานี้ตัดออกไปให้พ้นสมองได้ ไม่ต้องเก็บมาคิดไร้สาระ นอกจากนี้ท่านยังได้สร้างพระแบบพระเครื่องแต่มีองค์ขนาดใหญ่ด้วยเนื้อผงและด้านหลังจารึกยันต์ หรืออักขระขอมประเภทหัวใจคาถาต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นพระบูชาอีกจำนวนมากหลายแบบเช่นกัน (โดยมีขนาด ๖x๙ นิ้วฟุต) และท่านยังได้สร้างพระขนาดย่อมสำหรับพกติดตัวหรือจะเป็นแบบบูชาก็ได้โดยมีขนาด ๗x๑๐ ซ.ม. และด้านหลังมักจะเขียนยันต์หรืออักขระขอมหัวใจพระคาถาต่าง ๆ แบบขนาดบูชา ฉะนั้นเมื่อประมวลผลแล้วจึงปรากฎว่าหลวงพ่อท่านได้สร้างพระไว้ให้พวกเราใช้บูชาติดตัวเป็นเครื่องห้อยคอ และขนาดแบบพกกระเป๋าติดตัวตลอดจนสำหรับตั้งบูชาบนที่บูชา เพื่อคุ้มครองตัวและบ้านเรือนอีกด้วยถ้าเราจะมีพระสมเด็จอย่างเดียวแล้วก็เท่ากับมีพระครบทุกประเภท ตั้งแต่พระเครื่องใช้ประจำตัวไปถึงพระตั้งบนที่บูชาทีเดียว โดยเฉพาะเกี่ยวกับขนาดของพระสมเด็จนี้ มีปัญหาถกเถียงกันมากเท่าที่เคยได้ยินและทราบกันมาโดยทั่ว ๆ ไปเข้าใจกันว่าไม่มีขนาดใหญ่ ตามความนิยมของท้องตลาดแล้วถ้าไปพบพระสมเด็จองค์ใดมีขนาดใหญ่ก็ไม่ยอมรับและไม่รู้จักกันจนถึงกับมีการ์ตูนภาพล้อของพวกนักขายพระกินในหนังสือพระรายเดือน ซ้ำยังมีนักเลงพระอาชีพบางคนที่อ้างว่ารอบรู้นั้นได้กล่าวว่าพระสมเด็จเนื้อผงองค์ใหญ่ ๆ หลวงพ่อท่านไม่สร้างเพราะเปลืองผง เอาอะไรมาพูดช่างไม่รู้ประสาเสียเลยสักแต่ว่าพูดแบบไก่เขี่ยพลอยทิ้ง ซึ่งความจริงแล้วพระสมเด็จนี้ถ้าจะแบ่งตามขนาดก็จะแบ่งได้เป็น ๓ ประเภทคือ ๑. ประเภทพระเครื่อง ๒. ประเภทใช้พกติดตัวหรือตั้งบูชาก็ได้ ๓. ประเภทสำหรับตั้งบูชาโดยเฉพาะ จากการศึกษาสะสมรวบรวม ข้าพเจ้าได้พบพระสมเด็จโตวัดระฆังเนื้อผงประเภทพระเครื่องซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดเพียง ๐.๗x๑.๒ ซ.ม. ส่วนขนาดใหญ่ที่สุดเป็นแบบตั้งบูชามีขนาด ๓๐x๕๔ ซ.ม. การสะสมพระสมเด็จนี้ข้าพเจ้าได้เคยสังเกตและเชื่อว่าเป็นความจริงอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวาสนาบารมีของแต่ละบุคคลเป็นส่วนสำคัญ เพราะบางคนไม่กล้ามีพระสมเด็จขนาดใหญ่ไว้เลยอ้างว่าไม่ชอบหรือกลัว แต่บางคนกลับชอบสะสมพระสมเด็จเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นผู้มีวาสนาบารมีเกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อมาแต่อดีตชาติก็ว่าได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความจริงอีกอย่างซึ่งไม่มีใครสนใจศึกษากันมองข้ามกันไปเสียสิ้น แต่สำหรับพระบูชาโดยเฉพาะนั้นท่านก็สร้างไว้เป็นจำนวนไม่ใช่น้อย และมีหลายขนาดด้วยกัน เป็นเนื้อผงเสียเป็นส่วนมาก นอกจากพระประเภทต่าง ๆ ที่เราเคยได้พบเห็นกันแล้ว ท่านยังได้สร้างวัตถุของใช้สำหรับการบูชาสวดมนต์ไหว้พระไว้อีกเป็นจำนวนมากด้วยเนื้อผงอย่างเดียวกับพระเครื่องและลงรักปิดทองล่องชาดและใช้องค์พระเครื่องฝังประดับไว้อย่างสวยงามทรงคุณค่ายิ่งนัก ของเหล่านี้มีอาทิ เช่น บาตรน้ำมนต์ (ซึ่งใส่น้ำธรรมดาแล้วกลายเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ) กระถางธูป, แจกันและพานใส่ของถวายพระเป็นต้น แต่ของเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับพระเครื่องโดยตรงจึงขอผ่านไปก่อน หากท่านผู้ใดมีศรัทธาอยากเห็นของจริงซึ่งข้าพเจ้าได้นำมาประดิษฐานบูชารูปหลวงพ่อสมเด็จโตขนาดเท่าองค์จริงที่บ้านของข้าพเจ้าก็มิได้มีความรังเกียจผู้ที่จะมาเคารพบูชารูปหลวงพ่อท่านอย่างจริงใจแต่ประการใด เพราะถือว่าเราท่านต่างก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อสมเด็จโตด้วยกัน เมื่อเราทราบแล้วว่าพระเครื่องของหลวงพ่อท่านมีแบบพิมพ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมากมาย ถ้าจะแบ่งตามความหมายออกเป็นประเภทก็คงได้ ๔ ประเภทด้วยกันคือ ๑. ประเภทล้อจากแบบแม่พิมพ์พระของเก่าซึ่งกำลังนิยมในยุคนั้นอยู่ เช่น พิมพ์นางพญาพิษณุโลก, ผงสุพรรณ, ซุ้มกอและสุโขทัยลีลา หรือทุ่งเศรษฐีตลอดจนขุนแผน, รอดลำพูน เป็นต้น ๒. แบบพิมพ์ มีความหมายทาง พุทธประวัติและประวัติการณ์ในยุคนั้น เช่นพิมพ์โมคคัลลาน์สาลีบุตร เบญจวัคคีย์, ปรกโพธิ์, พิมพ์เรือจ้าง, พิมพ์รถลาก (รถเจ๊กสมัยก่อน) เป็นต้น ๓. แบบพิมพ์ซึ่งชาวบ้านแกะมาถวาย ท่านก็ไม่ขัดอัธยาศัย ซึ่งแบบพิมพ์นี้บางคนเรียกว่า "พิมพ์ชาวบ้าน" ๔. ประเภทประณีตศิลป์ ซึ่งปรากฎว่าเจ้าฟ้าอิสราพงศ์ (ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าองค์เดียวของวังหน้าโดยเป็นราชโอรสของสมเด็จพระปิ่นเกล้า) ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้าช่างสิบหมู่ได้แกะมาถวาย กับในตอนปลายอายุท่านนั้นได้มีหลวงวิจิตรนฤมล (พึ่ง ปฏิมากร ซึ่งเป็นต้นตระกูลปฏิมากร) และได้มีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมช่างสิบหมู่ต่อเนื่องมาจากเจ้าฟ้าอิสราพงศ์ เป็นผู้แกะพิมพ์ถวายท่านด้วยเช่นกัน พิมพ์ซึ่งแกะโดยฝีมือช่างหลวงเจ้ากรมสิบหมู่นับว่าเป็นแบบพิมพ์ที่มีความประณีตและศิลปมาก แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมา ๑๐๐ ปีแล้วก็ตามแต่ยังดูสวยงามและทันสมัยอยู่เสมอ แบบพิมพ์ต่าง ๆ เหล่านี้แกะด้วยหินลับมีดโกนบ้างและไม้จันทร์บ้าง ต่อมาแบบพิมพ์เหล่านี้ได้กระจัดกระจายกันไปตามสภาพกาล จึงในยุคปัจจุบันนี้ไม่มีใครสามารถทราบว่าแบบพิมพ์พระสมเด็จหลวงพ่อท่านนั้นมีจำนวนเท่าใดกันแน่ ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าเก็บสะสมผลงานของท่านด้วยความศรัทธา และอาศัยบารมีของหลวงพ่อเป็นที่พึ่งก็ไม่อาจจะกล่าวได้ว่าข้าพเจ้าจะสะสมตัวอย่างได้หมดสิ้น เพราะบางพิมพ์ท่านสร้างน้อยมาก และเป็นเวลาล่วงเลยตั้ง ๑๐๐ ปีมาแล้วย่อมแตกหักชำรุดตามสภาพไปบ้าง