prasomdej.net

เรื่องใหม่วันนี้- ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๘ ปฏิรูป ๑

๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๘

ถึงเวลาปฏิรูปวงการพระเครื่องหรือยัง (ตอน ๑)

 

วันนี้เมื่อ ๙๓ ปีก่อน เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันนี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๘ น่าจะเป็นวันที่วงการพระเครื่องควรได้รับการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

วงการพระเครื่องสายพุทธพาณิชย์อยู่มานานเกินไปแล้ว หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ บ้านเมืองเริ่มสงบ คนไทยจึงหันมาสนใจพระ เปลี่ยนจากคติเดิมที่ว่าพระต้องอยู่วัด มาเป็นเก็บพระอยู่บ้าน เริ่มจากพระบูชาจนถึงพระเครื่อง

จากเก็บพระนำไปสู่สะสม นำพระมาอวด เริ่มจากที่ใต้ถุนศาลอาญาเป็นที่แรก ต่อมาเป็นบาร์มหาผันริมคลองหลอด นำพระมาอวดแล้วพูดถึงการบ้านการเมืองไปด้วย ทำให้เกิดศัพท์ที่ว่า “สภากาแฟ”

เมื่ออวดกัน คนไม่มีก็อยากได้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนโดยนำพระที่ตัวมีมาแลกพระที่อยากได้ ถ้ายังเปรียบกันไม่ได้ ก็มีการแถมพระลูกย่อยให้อีกฝ่ายจิ้มเพิ่มจนกว่าจะเป็นที่พอใจ แบบที่เรียกว่า “พระน้ำจิ้ม” พระหลวงพ่อปานวัดบางนมโคพิมพ์ทรงสัตว์ต่าง ๆ เป็นตัวอย่างของพระน้ำจิ้มในยุคนั้น

การซื้อขายพระด้วยเงินยังไม่เกิดในสมัยนั้น พระทำเลียนแบบ พระไม่แท้ ก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้นตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ที่ใดมีดีมานด์ (Demand) ที่นั้นมีซัพพลาย (Supply) เมื่อซัพพลายมีไม่พอ หรือไม่ทัน ก็มีคนหัวใสทำปลอมขึ้น พระที่ถูกปลอมมากที่สุดคือพระสมเด็จวัดระฆัง พระที่ปลอมโดยนักปลอมพระชั้นนำเช่น จ่าหรัส จ่าจวบ ปัจจุบันเล่นหาเป็นพระแท้ไปแล้ว

ต่อมาคนเริ่มศึกษาพระเครื่อง ผู้รู้จะถูกเรียกว่า “อาจารย์” เมื่อมีการตีพิมพ์นิตยสารพระเครื่อง ผู้รู้ก็กลายเป็นผู้เขียน ลงบทความพระเครื่องมากมาย ผู้รู้บางคนถึงกับไปเฝ้าหน้าหลุมที่มีการขุดกรุ ส่วนผู้ขายก็รอซื้ออยู่ที่กรุงเทพ ผู้รู้เป็นผู้อยากรู้อย่างเดียว ไม่ขายพระ บทความที่ลงจึงได้รับความเชื่อถือ ทำให้ความนิยมพระเครื่องเริ่มแพร่หลายไปทั่วประเทศ

นักเขียนที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นหนีไม่พ้นอาจารย์ตรียัมปวาย นายทหารหนุ่มรูปงาม ชื่อจริงพันเอกพิเศษประจญ กิตติประวัติ ท่านเป็นผู้ตั้ง “เบญจภาคี” พระผงยอดนิยมที่สุดในประเทศ ได้แก่พระสมเด็จวัดระฆัง พระรอดลำพูน พระนางพญาพิษณุโลก พระกำแพงเม็ดขนุน (ต่อมาเปลี่ยนเป็นพระซุ้มกอ) พระผงสุพรรณ พระสมเด็จเท่านั้นที่เป็นพระผงปูนเปลือกหอยผสมผง อีก ๔ องค์เป็นพระเนื้อดินผสมผง จึงเรียกรวมกันว่า “พระผง” อาจารย์ตรียัมปวายยกย่องให้พระสมเด็จเป็นองค์ประธาน เพราะมีรูปร่าง พิมพ์ทรงที่สวยที่สุด นิยมมากที่สุด จนถึงปัจจุบัน

สมัยนั้นวงการพระเครื่องแบ่งหน้าที่กันชัดเจน นายทุนออกทุนทำหนังสือ ผู้รู้เขียนเรื่องลง ไม่ขายพระ ทำหน้าที่เป็นนักวิชาการให้ความรู้ในพระที่ตัวเองชำนาญ ส่วนผู้ขายลงโฆษณาขายพระในหนังสือ ต่างคนต่างอยู่ แยกกันแบบน้ำคลองน้ำบ่อ ไม่ผสมปนเป

จากบาร์มหาผัน ผันตัวเองเป็นตลาดนัดพระเครื่อง เริ่มต้นที่วัดมหาธาตุข้างสนามหลวง ผู้เขียนเคยไปเดินดูพระตามแผง ตอนนั้นอยู่มัธยมปลาย อ่านแต่หนังสือธรรมะของท่านพุทธทาสเป็นหลัก จึงทำให้ไม่สนใจพระเครื่องถึงกับรังเกียจที่มีคนนำพระที่เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้ามาวางขายแบบแบกะดิน เลยไม่ได้สนใจที่จะก้มลงดูหรือหยิบพระขึ้นส่อง สนใจแต่นามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่อย่างเดียว

คนขายพระเริ่มมีมากขึ้น ขายกันจริงจังจากอาชีพเสริมกลายเป็นอาชีพหลัก ขายพระเป็นล่ำเป็นสัน ต่อมาวัดมหาธาตุไม่ให้มีตลาดนัด คนขายพระก็แยกย้ายกันไปสองที่ คือที่วัดราชนัดดาที่เปิดให้ขายพระแบบถาวร และที่ตลาดท่าพระจันทร์แบ่งพื้นที่ตลาดมาเป็นแผงพระ

ตลาดพระวัดราชนัดดามีปัญหาไปมาลำบาก ไม่มีรถเมล์ผ่านหน้าวัด ต้องเดินจากป้ายรถเมล์หน้าโรงหนังเฉลิมไทย ในขณะที่ตลาดท่าพระจันทร์ไปมาสะดวก ทั้งทางบกทางน้ำ อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราช คนขายพระจึงย้ายมาที่ตลาดท่าพระจันทร์อย่างล้นหลาม ลดบทบาทของตลาดพระวัดราชนัดดาลงไป

ตลาดท่าพระจันทร์จึงเป็นตลาดพระแห่งแรกที่ได้รับความนิยม เซียนพระจำนวนมากแจ้งเกิดจากที่นั่น เรียกได้ว่าเป็น “ตักศิลา” ของวงการพระเครื่องสายพุทธพาณิชย์ จนมีคู่แข่งใหม่เมื่อศูนย์การค้าเอ็กเซล ประตูน้ำ เปลี่ยนกิจการเป็นศูนย์การค้าพันธ์ทิพย์ เซียนพระใจกล้าจากตลาดพระท่าพระจันทร์ยกระดับไปขึ้นห้างพันธ์ทิพย์ให้เป็นศูนย์พระติดแอร์แห่งแรก ได้รับความนิยมจากผู้ชื่นชอบพระเครื่องเพราะใกล้แหล่งทำงาน แอร์เย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าว ไปมาสะดวกกว่าย่านท่าพระจันทร์

ศูนย์พระพันธ์ทิพย์ประตูน้ำเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการพระเครื่อง อันจะกล่าวในบทความตอนต่อไป

 

วิภัชวาที